Minimice Group ก้าวหน้าสู่ความสำเร็จกับรางวัล Top 20 Small Business SEO Companies & Services in DesignRush

เราตื่นเต้น และตื่นตันที่ได้รับรางวัลจาก DesignRush ให้เป็น Top 20 Small Business SEO Companies & Services.
“เราขอขอบคุณทางทีม DesignRush มาที่ได้นำพารางวัล Top 20 ในสายงาน SEO ให้แก่ทางบริษัทเรา เราเชื่อว่ารางวัลนี้เป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในบริษัททางเรา Minimice ได้ขยาย และเติบโตทีมอย่างก้าวกระโดดภายในปีนี้ และทำงานอย่างหนัก ในช่วงเวลาที่ Covid ได้กระทบเศรฐกิจประเทศไทย ซึ้งการได้รางวัลได้เป็นผลพิสูจน์แล้วว่าเราเดินมาทุกอย่าง ไม่ว่าจะด้านลูกค้า หรือการดูแลองค์กรผ่านในเองก็ดี” หฤษฎ์ โปษณกุล, กรรมการผู้จัดการ บริษัท มินิมไซ์ กรุ๊ป จำกัด
DesignRush เป็นสื่อกลางการติดต่อระหว่าง B2B ที่เชื่อมโยงระหว่าง เอเจนซี่ ผู้ออกแบบเว็บไซต์ การตลาดออนไลน์ และเทคโนโลยี่ชั้นนำของโลก ด้วยเว็บไซต์ที่มีมากว่า 9,300 เอเจนซี่ชั้นนำที่ได้คัดเลือกมา ขยายไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และเป็นที่ปรึษกให้แก่บริษัทชั้นนำเพื่อเชื่อมโยงหาเอจนซี่คุณภาพ

ท่องเว็บไซต์ ไม่หลงทางด้วย Sitemap ชี้ช่องให้ SEO ติดอันดับ

ปัจจุบันความพร้อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกสิ่งอย่างก็ว่าได้ แม้แต่การเข้าท่องโลกของเว็บไซต์แต่ละเว็บก็เหมือนกัน ซึ่งถ้ามีแผนผังของเว็บไซต์ช่วยสำหรับการเข้าชมด้วยแล้ว คงจะช่วยทำให้คุณเข้าถึงส่วนต่างๆได้ง่ายมากขึ้นทั้งต่อการเข้าเยี่ยมชมและการเข้าใจเนื้อหาภายในเว็บ วันนี้เราเลยอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับ Sitemap แผนที่เว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าสู่ข้อมูลเหล่านั้นได้สะดวกและยังส่งผลดีกับการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

มาทำความเข้าใจ Sitemap กันเถอะ!

Sitemap (ไซต์แมป) คือ “แผนที่ของเว็บไซต์” เป็นเหมือนไกด์นำทางให้รู้ว่าเว็บไซต์นั้นๆ มีหน้าไหนบ้าง เกี่ยวกับอะไร และแต่ละหน้ามีลิ้งค์ไปสู่หน้าไหนที่เกี่ยวข้องกันได้บ้าง โดยแสดงผลออกมาคล้ายกับสารบัญหรือเป็นข้อมูลของเว็บเรียงกันให้กดเข้าไปดูได้ ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ถูกต้องโดยไม่เสียเวลามาก เรียกได้ว่า เป็นการบอกภาพรวมของเว็บไซต์นั่นแหละ ถือว่าเป็นผลดีต่อทั้งคนเข้าชมเว็บไซต์และยังเป็นตัวช่วยให้กับ Google เดินทางไปหน้าต่างๆของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นด้วย เมื่อเห็นถึงความสำคัญของไซต์แมพกันแล้ว มาดูกันว่ามันมีความสำคัญต่อการทำ SEO (Search Engine Optimization) อย่างไรบ้าง

มาดูประโยชน์ของ Sitemap ต่อการทำ SEO กันเถอะ!

เว็บไซต์ไหนที่มีการติด Sitemap จะเป็นที่ชื่นชอบของ Google เป็นอย่างยิ่ง มักจะได้คะแนน SEO ง่ายขึ้น เนื่องจากจะช่วยให้ Google สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และเข้าใจในเนื้อหาของเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากระบบของ Google หรือที่เรียกว่า Bot นั่นแหละ จะสามารถเข้าสู่ข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่ายซึ่งไซต์แมพ ก็คือไกด์พา Google เที่ยวชมเว็บไซต์นั่นแหละ โดยแบ่งประเภทได้สองแบบใหญ่ๆ คือ แบบ Html. และแบบ Xml. แล้วแต่ละแบบแตกต่างกันยังไงนะ?

มารู้จัก ประเภทของ Sitemap กันเถอะ!

มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. HTML Sitemap Sitemap ประเภทนี้นี้ จะเป็นแบบที่เน้นให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจ ว่าบนเว็บไซต์นั้นมีหน้าไหน เกี่ยวกับอะไรบ้าง ข้อมูลจะไม่ละเอียดมาก แต่มีชื่อเรียกของหน้าเพจต่างๆ ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจได้ง่าย
2. XML Sitemap จะเป็นแบบเน้นให้ Bot เข้ามาดูเนื้อหาของเว็บไซต์มากกว่า ซึ่งรูปแบบนี้จะค่อนข้างละเอียดกว่าแบบแรก มีการลงลึกเนื้อหาของแผนผังมากกว่า ตรงนี้แหละที่ทำให้ Google เข้ามาสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และส่งผลต่อการทำ SEO

เป็นยังไงบ้างกับการพาไปทำความรู้จักกับ Sitemap ที่เป็นอีกส่วนสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ของคุณได้รับผลตอบรับที่ดีและมีโอกาสติดอันดับแรกๆ บนหน้าของ Google ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถลองหาวิธีทำกันได้ มีวิธีมากมายถูกแชร์ออกมาให้ได้เรียนรู้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้ามาอ่านกันนะ!

Online marketing การตลาดออนไลน์ ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ ควรรู้!

Online marketing คือ รูปแบบของการตลาดออนไลน์ที่คล้ายคลึงกับการตลาดทั่วไป แต่มีความพิเศษตรงที่คุณไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านไปเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง แต่คุณก็สามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์กับสมาร์ทโฟนที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เป็นผลจากการใช้ชีวิตที่ผสานกับเทคโนโลยีรุ่นใหม่ จนกลายมาเป็นชีวิตออนไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องออกนอกบ้านให้เหนื่อยอีกต่อไป ก็สามารถซื้อสินค้าหรือเลือกรับบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก มีบริการมาส่งถึงหน้าบ้าน การซื้อ-ขายนี้จะอยู่ภายในเว็บไซต์ธุรกิจ, ร้านค้าออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงเว็บบอร์ดต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ซื้อ-ขายกัน เมื่อมีการค้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงกลายมาเป็นการตลาดออนไลน์ หรือ Online marketingที่ทำให้หลายๆ ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันนี้

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตจากOnline marketingทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาสนใจต่อตลาดออนไลน์นี้กันมากขึ้น  เพราะถ้าทำแล้วถูกทางก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการสร้างชื่อเสียงที่กระจายออกไปกว้างมากขึ้น และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้มากกว่าเดิม แต่การจะทำให้เว็บไซต์ไปถึงฝันและทำให้มียอดการค้นหาที่ดี จนสามารถเพิ่มยอดการขายให้มากขึ้นนั้น  จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ที่มีความชำนาญด้านการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ ดังนั้นการมองหาผู้รับทําการตลาดออนไลน์จึงถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยทำให้เป้าหมายของคุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ผู้ที่รับทําการตลาดออนไลน์จะรู้ถึงขั้นตอนการทำให้เว็บไซต์ธุรกิจให้ขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของทาง Google ทำให้ผลการค้นหามีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งการทำตลาดออนไลน์จะมีประสิทธิภาพมากถ้าเลือกใช้ช่องทางการโฆษณาและโปรโมท ดังนี้

1.Social Media

SocialMedia ถือว่าเป็นช่องทางที่สามารถทำตลาดออนไลน์ได้ดีที่สุดและเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากและมีผู้ใช้งานที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่ง Social Media ที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน คือFacebook, Instagram, Twitter, YouTube และอีกหลากหลายเว็บบอร์ดที่มีชื่อเสียง เช่น Pantip หรือ DekD เป็นต้น ซึ่งคำว่าSocial Media นั้นหมายถึงสังคมออนไลน์ จึงถือว่าเป็นแหล่งของกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากที่มีความหลากหลายสูง การทำโฆษณาผ่านสื่อเหล่านี้จึงจะช่วยทำให้ธุรกิจของคุณกระจายออกไปให้ผู้คนทั่วประเทศและทั่วโลกได้มองเห็นดีที่สุด ถ้าคุณต้องการให้สินค้าหรือบริการของคุณเป็นที่สนใจให้คุณเลือกใช้ Viral Marketing ที่จะช่วยทำให้เกิดการบอกต่อกันเป็นจำนวนมาก แต่วิธีการทำนั้นต้องมีความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต แต่ถ้าคุณต้องการวิธีทำโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและช่วยทำให้มีความน่าสนใจจนมีการบอกต่อกันเป็นจำนวนมาก คุณก็สามารถเลือกใช้บริการผู้รับทำการตลาดออนไลน์มาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้คุณโดยเฉพาะได้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณได้โฆษณาที่ตรงใจทั้งตัวคุณเองและกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

2.Google 

Googleเป็น Search Engine ชื่อดังที่จะทำให้โฆษณาธุรกิจของคุณแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมต่อยอดธุรกิจของคุณในด้านยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นได้ด้วย Google Ads ที่ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยทั้งดันเว็บไซต์ธุรกิจและช่วยผลักดันยอดขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการค้นหายิ่งดีมากเท่าไหร่การปรากฏของหน้าเว็บไซต์บนอันดับต้นๆ ในหน้าแรกของ Googleก็จะยิ่งติดได้ง่ายขึ้นมากเท่านั้น เมื่อคุณไปอยู่ที่หน้าแรกของ Googleการคลิกเพื่อเข้าชมเว็บไซต์และการซื้อ-ขายสินค้าย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยคุณสมบัติของการเป็นหนึ่งใน Search Engine ชื่อดังและเป็นหนึ่งในตลาดออนไลน์ขนาดใหญ่ของโลก จึงทำให้ทาง Google คิดค้นและออกแบบเครื่องมือที่ช่วยทำให้การโฆษณาออกมาตรงตามธุรกิจและเป็นโฆษณาที่มีความเหมาะสมที่สุด พร้อมช่วยจัดคีย์เวิร์ดที่จะทำให้ผลการค้นหาดีขึ้น และมีอีกหลายเครื่องมือที่จะช่วยเสริมให้การโฆษณาของธุรกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย

3.Youtube 

YouTubeเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านคลิปวีดีโอทั่วโลก เป็นช่องทางของความบันเทิงที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งใน Online Marketing ขนาดใหญ่ที่ดีไม่แพ้Google โดยโฆษณาของคุณสามารถไปปรากฏบนคลิปวีดีโอต่างๆ ภายใน YouTubeแล้วสร้างความสนใจให้กับผู้รับชมได้ดี ทั้งยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ติดตา โดนใจ และเพิ่มยอดขายได้ดีมากขึ้น

4.Web Marketing

การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะทำให้คุณอยู่บนตลาดออนไลน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านหรือร้านค้าออนไลน์ที่จะมีการบ่งบอกถึงทุกข้อมูลธุรกิจของคุณอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนแผนที่พาลูกค้าเดินทางไปสู่ร้านและสามารถเข้าเลือกสินค้าต่างๆ รวมไปถึงเรียนรู้ตัวแบรนด์ได้มากขึ้น เพียงแต่การทำตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ต้องทำ SEO เป็นหลัก เพื่อดันให้เว็บไซต์ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของ Google แต่ถ้าคุณไม่สะดวกหรือไม่มีความรู้ต่อการทำ SEO คุณสามารถเลือกจ้างผู้รับทำการตลาดออนไลน์มาจัดการปัญหาให้คุณได้ เพียงเท่านี้ธุรกิจของคุณก็จะเข้าไปอยู่ในตลาดออนไลน์และทำให้ยอดขายดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับการทำOnline marketingเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับแทบทุกธุรกิจในโลก เพราะฉะนั้นหากธุรกิจของคุณต้องการอยู่ได้ในตลาดปัจจุบันอย่างยั่งยืน เราแนะนำให้คุณใช้Online marketingกับธุรกิจ โดยหลักการเลือกผู้รับทำการตลาดออนไลน์ ให้คุณเลือกผู้ที่มีความสามารถและมีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เคยมีผลงานและการการันตีจากลูกค้าเก่ามาก่อน รวมไปถึงมีไอเดียที่สดใหม่ สามารถตีโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าและนำไปประยุกต์ใช้จนสามารถทำการตลาดออนไลน์ให้กับลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมต่อไป  คุณสามรถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

Keyword Planner เครื่องมือช่วยให้การตลาดออนไลน์มีคุณภาพยิ่งกว่าเดิม!

หากใครที่กำลังเริ่มต้นทำแบรนด์ หรือธุรกิจของตัวเอง คงไม่พลาดที่จะอยากลงโฆษณากับ Google เพราะเป็นพื้นที่ที่มีผู้เข้าใช้งานต่อวันเป็นจำนวนมหาศาล จึงทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถดึงดูดลูกค้าหลากหลายกลุ่มให้มาสนใจร้านหรือบริการของเราได้ดี คำถามต่อมาแล้วจะทำอย่างไรให้ผู้คนรู้จักเรา และสนใจเราได้ล่ะ? สิ่งแรกที่เราทุกคนต่างทำเมื่อมีความต้องการใดต้องการหนึ่งขึ้นมาคือ การค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่ขณะนั้น ซึ่งหากเราสามารถรับรู้ หรือเดาใจคำค้นหาของลูกค้าได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้รู้จักแบรนด์ของเรา และเลือกที่จะใช้บริการได้ แน่นอนว่าการนึก Keyword ให้โดนใจลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันจึงมี Keyword Research Tools มากมายให้นักการตลาดได้เลือกใช้ และวันนี้เราจะมาแนะนำ Google Keyword Planner ซึ่งมีเวอร์ชั่นฟรีสำหรับนักการตลาดมือใหม่ได้ลองใช้กันด้วย

1. ทำความรู้จักกับ Google Keyword Planner

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการทำตลาดออนไลน์ด้วย Search Engine Marketing (SEM) เพราะ Tool ตัวนี้จะช่วยตรวจสอบได้ว่า Keyword ใดที่ได้รับความนิยม มีคนค้นหามากน้อยแค่ไหน กลุ่มลูกค้ามีวิธีค้นหาข้อมูลอย่างไร ใช้คำไหน และวิธีการที่คนให้นิยามกับสิ่งที่ตัวเองค้นหา โดยสิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้เราสามารถวางแผนลงโฆษณาได้อย่างคุ้มค่า และดึงให้คนมาสนใจธุรกิจเราได้แล้ว ยังสามารถทำให้เข้าใจกลุ่มลูกค้าของเราได้ดียิ่งขึ้น และนำมาปรับแต่งคอนเทนต์ของแบรนด์ให้มีคุณภาพ น่าสนใจมากยิ่งขึ้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำ Search Engine Optimization (SEO) คือเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้ติดอยู่อันดับต้น ๆ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินโฆษณา แต่อาศัยการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ และการเลือกใช้ Keyword ได้อย่างเหมาะสม

2. เริ่มต้นการใช้งาน Google Keyword Planner หา Keyword สำคัญ

เริ่มต้นการใช้งานด้วยการสมัคร Gmail Account และก็ให้เข้าไปสมัคร Google Ads ตามลิงค์นี้ได้เลย เมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อยให้เราเลือกไปที่ Tools & Settings ที่อยู่บนมุมขวาด้านบน และเลือกไปที่ Keyword Planner (ตามรูปด้านบน)

และเราก็จะเจอกับ Tools 2 อย่างด้วยกันใน Keyword Planner ได้แก่ “Discover New Keywords” และ “Get Search Volume And Forecasts” ให้เราเลือกไปที่  “Discover New Keywords” สำหรับการเริ่มต้นที่เรายังจับจุดหาไอเดีย Keyword ยังไม่ได้

3. ค้นหา Keyword ที่ใช่ด้วยเครื่องมือ “Discover New Keywords”

ให้เราใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือธุรกิจของเรา โดยในตัวอย่างเราได้ใส่คำว่า “คอนโด” ลงไป และ Tool ตัวนี้จะทำการแนะนำ Keyword ขึ้นมาเช่น คอนโดมือสอง คอนโดลุมพินี ขายคอนโด และคำอื่น ๆ อีกมากมาย เครื่องมือนี้จะช่วยแนะนำว่ามีการแข่งขัน และต้องลงเงินมากน้อยเพียงใดกับ Keyword นั้น ๆ ทั้งยังช่วยบอกเป็นนัย ๆ ได้ด้วยว่าเมื่อคนทำการค้นหาคอนโด จะเชื่อมโยงไปกับอะไรบ้าง อย่างเช่น คอนโดกับสถานที่ตั้ง คอนโดกับรถไฟฟ้า ทำให้เราได้ไอเดียนำไปเขียนคอนเทนต์ได้ด้วย นอกจากนั้นทาง Google ยังมีขึ้น Suggestions Keywords ที่เกี่ยวข้องด้านบนให้ด้วยซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากเลยทีเดียว

4. ต่อไปมาลองเครื่องมือ “Get Search Volume And Forecasts”

 

เมื่อเราได้ไอเดียของ Keyword มาแล้วประมาณหนึ่ง ให้ลองนำมาใส่ในเครื่องมือ “Get Search Volume And Forecasts” ดูบ้างเพื่อเช็คอันดับความนิยมของ Keyword แต่ละตัว โดยเครื่องมือตัวนี้ Google จะทำการประมวลผลและแสดงว่า Keyword แต่ละตัวที่เราใส่ลงไปว่ามีจำนวนคนคลิกและเห็นมากเท่าไหร่ (Clicks & Impressions) และมีค่าใช้จ่ายเท่าใดบ้าง เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจของการทำการตลาดแบบ  Search Engine Marketing (SEM) นอกจากนั้นเครื่องมือตัวนี้ยังสามารถดูข้อมูลเชิงลึกลงไปได้อีกด้วย โดยให้เราเลือกกดตรงแถบด้านบนที่เขียนว่า “Plan Setting” และลองเปลี่ยน Location หรือ Language  ให้แคบลงมาเพื่อให้โฆษณาไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น

นี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการใช้งาน Google Keyword Planner เท่านั้น ภายใน Tool นี้ยังมีเทคนิคต่าง ๆ ให้เราได้ลองสำรวจอีกมากมาย โดยเราเชื่อว่าการทำการตลาดออนไลน์ทั้งแบบ SEM และ SEO ต้องอาศัยรากฐานของความคิดที่เกิดจากความเข้าใจความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ฉะนั้นนอกจากเครื่องมือ Keyword Planner จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราได้ติดอันดับดี ๆ แล้วยังเป็นการช่วยจัดระเบียบให้กับเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนใครที่อยากติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรืออยากให้เราช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์คุณ พร้อมกับเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้ลองติดต่อเรามาได้เลยที่ https://minimicegroup.com

How to : วิธีเลือกบริการทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google

ปัจจุบันการทำ SEOยังคงมีความสำคัญต่อผู้ที่ต้องการทำตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะเป็นอะไร ถ้าต้องการขึ้นไปติดอยู่บนหน้า 1 ของ Googleเพื่อช่วงชิงการมองเห็นเป็นอันดับต้นๆ ที่จะส่งผลดีต่อทุกธุรกิจออนไลน์ก็ย่อมต้องทำ SEOดังนั้นการเลือกใช้บริการ seoจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เหล่าผู้ประกอบการต้องมองหาคนทำที่มีความชำนาญมาช่วยเหลือ ซึ่งบนโลกออนไลน์นั้นมีผู้คนและกลุ่มบริษัทที่สามารถให้บริการ seoเพื่อดันเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่างๆ ของคุณขึ้นไปสู่อันดับ 1 ของ Googleได้อย่างมั่นคง เพียงแต่คนที่รู้จริงและสามารถทำได้ตามที่โฆษณาไว้นั้นมีไม่มาก จึงทำให้เกิดปัญหา SEOไปไม่ถึงฝัน, ติดอันดับช้ากว่ากำหนดไปมาก หรือบางรายอาจจะชิ่งเงินหนีหายแบบไม่มีการทำใดๆ ให้เลย ดังนั้นลองมาดู How to : วิธีเลือกบริการทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับGoogle ที่คุณไม่ต้องมานั่งปวดใจในภายหลัง

1.เริ่มต้นด้วยการเลือกบริษัท 

ผู้ให้บริการseo ที่ดีจะต้องมีการจดทะเบียนบริษัทและได้รับอนุญาตให้ทำseo อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในบริษัทต้องมีเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่มีความรับผิดชอบด้านการวิเคราะห์ seoโดยตรง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์หรือมีความเชี่ยวชาญในด้านการทำ seoตรงจุดนี้คุณสามารถขอดูหลักฐานที่เป็นเอกสารหรือใบประกาศต่างๆ ของทางบริษัทได้ เพราะการที่จะได้รับเลือกให้ทำ seo อย่างถูกต้องจะต้องมีการอบรมและการสอบอย่างเป็นระบบ ดังนั้นบริษัทผู้ ให้บริการ seoที่ดีจะต้องมีหลักฐานตัวจริงที่สามารถยืนยันกับลูกค้าได้ นอกจากนี้ยังควรมีคำนิยมของผู้ที่เคยใช้บริการจริงมาเป็นเครื่องยืนยันเพื่อให้ผู้จ้างมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

2.ขั้นตอนการทำต้องเป็นระบบ

ก่อนที่คุณจะเลือกใช้บริการseo ขอให้คุณได้พูดคุยกับผู้ที่เป็นคนลงมือทำดูก่อน เพื่อเป็นการดูว่าผู้ทำนั้นสามารถพูดคุยแล้วเข้าใจต่อความต้องการของผู้จ้างหรือไม่ พร้อมไปด้วยการดูว่าสามารถอธิบายขั้นตอนการทำ seo และการวางแผนต่างๆ ถูกต้องและตรงไปตรงมาหรือไม่ ที่สำคัญคือการพูดคุยถึงขั้นตอนการดำเนินงาน ถ้าผู้ให้บริการseoสามารถอธิบายออกมาเป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง มีการวิเคราะห์ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้อง มีการอธิบายการเริ่มต้นของการoptimize เว็บไซต์ และเรื่องของระยะเวลาในการดำเนินงานที่สมเหตุสมผล ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้ว่าผู้ให้บริการ seoที่คุณกำลังคุยอยู่ด้วยนี้น่าเชื่อถือหรือไม่

3.การทำ SEO แบบปลอดภัย

อีกหนึ่งเรื่องที่คุณต้องให้ความสำคัญ คือ การให้บริการ seoของบริษัทนั้นๆ จะต้องเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัย การทำ Backlink ต้องทำอย่างถูกต้องและมีคุณค่าที่สุด แต่ผู้ให้บริการ seoบางรายทำ Backlinkด้วยการสแปม, ใช้คีย์กับใส่ลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และนำไปโพสไว้ในเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน รวมไปถึงการปั๊มกระทู้และการสแปมคอมเมนต์ การทำ Backlinkในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ จนทำให้ Googleอาจแบนเว็บไซต์ของผู้จ้างได้ ทั้งยังทำให้คนบนโลกออนไลน์ด้วยกันรู้สึกรำคาญ เกิดเป็นการจดจำที่ไม่ดีในอนาคต และอาจจะพาลไปรายงานเพจหรือเว็บไซต์ได้ ดังนั้นคุณจึงควรหันมาทำ Backlinkแบบมีคุณภาพ เป็นธรรมชาติ เลือกลิงก์และคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน เพียงเท่านี้เว็บไซต์ของคุณก็จะติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้อย่างยั่งยืนและไม่โดนใครรายงานให้ต้องกังวลอย่างแน่นอน

4.การันตีด้วยผลงานจริง

ผู้ให้บริการseoที่มีความน่าเชื่อถือจะต้องมีผลงานจริงจากลูกค้าที่เคยทำกันมาก่อน และควรมีการรับรองผลงานที่มีมากกว่าการพาเว็บไซต์ของคุณขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของ Googleแต่มีคนการันตีผลงานในเรื่องของการกระตุ้นยอดขาย,  การกระตุ้นคนเข้าสู่เว็บไซต์ หรือการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพ จนสามารถดึงดูดคนเข้ามาได้ด้วยตัวเองมากขึ้น บริการเหล่านี้ถือเป็นบริการที่พ่วงมากับบริการ seo และเป็นการพิสูจน์ให้ผู้จ้างรู้ว่าบริษัทนี้เจ๋งแค่ไหน

5.มีสัญญาให้เซ็นชัดเจน        

การว่าจ้างทุกรูปแบบควรมีการทำสัญญากันอย่างชัดเจน แม้แต่การให้บริการ seo ควรมีการทำสัญญาระหว่างผู้จ้างและผู้ทำอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน โดยในสัญญาควรระบุให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำ seo อย่างเป็นธรรมชาติ, การทำ seo ที่ไม่สแปม keywords รวมไปถึงการระบุเวลาที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปติดอันดับหน้าแรกของGoogle  นอกจากนี้ตัวผู้จ้างเองควรมีการตรวจสอบประวัติของทางบริษัทที่คุณกำลังว่าจ้างในเรื่องประวัติการโกง, ประวัติการมีปัญหากับลูกค้า หรือประวัติต่างๆ ที่จะทำให้คุณมั่นใจต่อการเข้าใช้บริการseo มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเรื่องการจ่ายเงินค่าบริการต่างๆ ควรเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ถ้าต้องมีการจ่ายล่วงหน้าหรือค่ามัดจำใดๆ ควรมีการระบุภายในสัญญาให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

6.สามารถยกเลิกจ้างได้ในกรณีพิเศษ

ถ้าต้องการแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจของผู้ให้บริการseo ภายในสัญญาควรมีการระบุว่าผู้จ้างสามารถยกเลิกการจ้างได้ถ้า การว่าจ้างไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ เช่น ถ้ามีการรับประกันว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับ 1 หรือหน้าแรกของ Google ภายใน 6 เดือน และถ้าไม่เป็นไปตามนั้นหรือเกินไปถึง 7, 8 และ 10 เดือน ลูกค้ามีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะยกเลิกการว่าจ้างทันที  รวมไปถึงข้อเสนอพิเศษต่างๆ ที่จะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าบริษัทจะสามารถทำตามที่พูดไว้ได้ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยการันตีผลงานและทำให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น

ถ้าคุณต้องการเลือกผู้ให้บริการseo ที่มีคุณภาพ สามารถพาเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณขึ้นไปติดหน้าแรกGoogle ได้ตามที่ต้องการ คุณควรนำทั้ง 6 ข้อนี้มาเป็นตัวช่วยพิจารณา ที่สำคัญคือเรื่องของราคาการให้บริการ seoจะต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ไม่สูงมากจนเกินไป และราคาก็ต้องไม่ถูกมากจนน่าใจหาย เมื่อเริ่มงานกันแล้วสิ่งที่สำคัญคือการอัพเดทข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ ของการทำ seoอยู่เสมอ เพื่อทำให้ผู้ว่าจ้างรู้สึกมั่นใจและพึงพอใจมากที่สุด โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์อย่างมืออาชีพ เพิ่มเติมได้ที่www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

6 Google Ads Trend! ต้อนรับปี 2020 เพิ่มระดับการทำโฆษณาออนไลน์

Google Ads คือ โฆษณาบน googleที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2543 แล้วผ่านการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนามาตลอดระยะเวลา 19 ปี มีประโยชน์บนตลาดออนไลน์ที่หลากหลาย เพราะ Google ถือว่าเป็นหนึ่งในSearch Engine ชื่อดังของโลกและเป็นเพียงเจ้าเดียวที่สามารถทำให้ทุกธุรกิจต่อยอดการขาย สร้างชื่อเสียง และทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้วยโฆษณาบน googleในอดีต Google Adsถูกใช้ชื่อที่ทำให้คนจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ว่า Google Adword ที่ถือว่าแกนนำของตลาดออนไลน์มาอย่างยาวนาน ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกที่พาให้กลุ่มธุรกิจเติบโตบนเส้นทางตลาดออนไลน์และกลายมาเป็นแบรนด์ดังหลากหลายแบรนด์ในปัจจุบัน ดังนั้นการโฆษณาบน googleจึงถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กลุ่มธุรกิจควรใส่ใจให้มาก วันนี้จึงขอแนะนำ 6 Google Ads Trend! ต้อนรับปี 2020เพื่อเพิ่มระดับการทำโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ดังนี้

1.เจาะกลุ่มเป้าหมายแบบบุคคล

เทรนด์แรกของการปรับเปลี่ยนโฆษณาบนgoogleปี 2020 คือ การเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ การปรับเปลี่ยนในลักษณะนี้คือการอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่มีการรวบรวมมาจากผู้เข้าชมโฆษณาของคุณเอง โดยทาง Google จะมีการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้คุณนำไปเรียนรู้วิธีการเชื่อมโยงโฆษณาของธุรกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น เมื่อคุณสามารถที่จะเรียนรู้ตัวกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้อย่างชัดเจน คุณก็จะพร้อมทำโฆษณาที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายของคุณได้อย่างแน่นอน จึงทำให้กลุ่มลูกค้าของคุณเข้าใจธุรกิจผ่านทางโฆษณาได้อย่างง่ายดาย และต้องการที่จะคลิกเข้ามาเพื่อมองหารายละเอียดต่างๆ ต่อไป ซึ่งบริการข้อมูลเชิงลึกนี้คุณสามารถใช้บริการ Customer Match product ของทาง Google เพื่อที่จะมองหาข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่จะช่วยทำให้โฆษณาสื่อไปถึงธุรกิจของคุณได้อย่างตรงใจผู้รับชมมากที่สุด

2.เพิ่มประสิทธิภาพด้วยคำสั่งเสียง

รู้หรือไม่ว่าอุปกรณ์ค้นหาด้วยคำสั่งเสียงของทางGoogle ได้รับความนิยมใช้งานภายในครัวเรือนสูงถึง 55 เปอร์เซ็นต์  เพราะสามารถให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน เพียงแค่ใช้คำสั่งเสียง Google ก็จะทำการค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องการออกมาทั้งหมด ดังนั้นคุณจึงควรทำโฆษณาที่สามารถใช้งานร่วมกับคำสั่งเสียงของทาง Google ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนเนื้อหาโฆษณาบน googleให้ตรงต่อคำสั่งเสียงของผู้คนมากขึ้น เพราะปกติแล้วเวลาทำโฆษณาต่างๆ บนโลกออนไลน์ คนส่วนใหญ่มักจะใช้ Keyword หลักเพื่อทำให้โฆษณาเท่านั้น แต่ด้วยความที่ปัจจุบันมีธุรกิจผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งคีย์หลักและคีย์รองเริ่มใช้งานได้ผลน้อยมากขึ้น คุณจึงควรปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นคีย์หลักที่พ้องกับการใช้งานระบบเสียง เพื่อทำให้โฆษณาบนgoogleของคุณไปปรากฏบนหน้า Google ได้ง่ายขึ้น เช่น “ร้านอาหารไทยที่อยู่ใกล้ที่สุด” หรือ “ร้านขายของแมวออนไลน์ราคาถูก” เป็นต้น โดยในข้อความให้เน้นคำหลักอย่างเช่น “ร้านอาหารไทย” “ใกล้ที่สุด” หรือ “ร้านขายของแมว” “ราคาถูก” ประโยคเหล่านี้นอกจากจะทำให้การค้นหาด้วยเสียงเลือก โฆษณาของคุณมาปรากฏได้ง่ายแล้ว ยังช่วยทำให้การค้นหาตามปกติค้นหาได้ง่ายกว่าเดิมด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะละทิ้งคีย์หลักออกไป แต่ให้คุณใช้ร่วมกันไปอย่างกลมกลืน ถ้าเลือกเป็นการทำ Content ควรมีความยาวที่เหมาะสม ใช้ถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติที่สุด เพื่อให้ถูกตามหลักอัลกอริทึมของทาง Google

3.คิดคีย์หลักให้ได้

เมื่อคุณรู้แล้วว่าระบบคำสั่งเสียงของGoogle สามารถใช้งานร่วมกับคีย์หลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคุณควรเจาะลึกและกำหนดคีย์หลักของตัวเองให้ตรงกับธุรกิจและเป้าหมายให้ได้ ซึ่งอินเตอร์เฟสโฆษณาของ Google จะเป็นตัวช่วยเจาะลึกข้อมูลของเป้าหมายที่คุณต้องการ เพื่อให้คุณได้เรียนรู้พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายตัวเองให้ได้มากที่สุด ภายใน Googleจึงมีเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ค้นหาคีย์ที่ตรงต่อพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยการค้นหานี้ไม่ใช่แค่เพียงหา Keyword เท่านั้น แต่จะเป็นการหาคีย์คุณภาพที่ใช้งานร่วมกับธุรกิจของคุณได้อย่างดีเยี่ยม แต่ทั้งนี้คุณจะต้องทำโฆษณาของตัวเองให้ออกมามีคุณภาพด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการโปรโมทที่จะนำพาคุณต่อยอดไปได้อย่างหลากหลายอีกด้วย

4.เลือกใช้ Smart Campaigns

            โฆษณาบน googleจะมีตัวเลือกในการสร้างแคมเปญอัจฉริยะ หรือ Smart Campaign ที่จะช่วยทำให้การสร้างโฆษณาของคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถกำหนดเป้าหมายของผู้ชมแบบเฉพาะเจาะจงได้ง่ายขึ้น  เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลรวมภาพของธุรกิจ, ที่อยู่ และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจทั้งหมดไว้ภายใน Template โฆษณาบนgoogle จะเกิดเป็นการพิจารณาบัญชี CTR และCVR ของคุณแบบอัตโนมัติ อัลกอริทึมของ Google จะทำการเข้าค้นหาและคัดสรรผู้ชมที่เหมาะสมกับข้อมูลของคุณมากที่สุด เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณรักษาระดับการเจริญเติบโตได้อย่างมั่นคง  โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าคอนฟริคใหม่ให้วุ่นวาย

5.กำหนดเป้าหมายให้โฆษณา

เมื่อคุณมีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงที่ได้มาจากGoogle แล้ว สิ่งที่คุณควรทำ คือ โฆษณาบน googleที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ โดยที่คุณจะต้องออกแบบโฆษณาที่เต็มไปด้วยสินค้าหรือบริการที่น่าสนใจ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจของผู้เข้าชมที่คุณได้รับจาก Google ไปเป็นตัวช่วยสร้างโฆษณา เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มุ่งมาสู่เว็บไซต์ของคุณง่ายขึ้นหรือเมื่อมองเห็นโฆษณาแล้วรู้สึกสนใจ จนยอมคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่ายดาย

6.นำเสนอโปรโมชั่นผ่านโฆษณา Google

การนำเสนอโปรโมชั่น ที่น่าสนใจผ่านทางโฆษณาจะช่วยทำให้ผู้ที่เห็นโฆษณารู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ที่สำคัญคือคุณควรผูกการแปลภาษาของ Google ไว้ในโฆษณาด้วยเช่นกัน เพราะโปรแกรมการแปลภาษาจะช่วยดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามาสู่ร้านค้าของคุณได้อีกด้วย การมองหาสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์นั้น จะเป็นไปอย่างกว้างขวางและไร้พรมแดน ดังนั้นเพียงแค่คุณออกแบบโฆษณาบน googleที่น่าสนใจ ใส่โปรโมชั่นเด็ดที่ทำให้เห็นแล้วอยากคลิก พร้อมด้วยการแปลภาษาแบบครบครัน ก็จะทำให้คุณสามารถสร้างความโดดเด่นให้กับโฆษณาบน googleของตัวเองและสามารถเพิ่มยอดการขายได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย

6 Google Ads Trend นี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้โฆษณาบน googleของธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วขึ้น พร้อมต่อสู้กับบรรดาคู่แข่งได้ดีกว่าเดิม ทำให้แบรนด์ของคุณแข็งแกร่ง ทั้งยังทำให้คุณได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง จนสามารถทำให้โฆษณาที่สื่อออกมา ตรงใจกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด เรียกได้ว่า Google Adsในยุคนี้ให้ทั้งประโยชน์ต่อตัวธุรกิจและให้ความรู้ต่อผู้ทำโฆษณาอีกด้วย ซึ่งถ้าเว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้ทำ Google Adsเพื่อช่วยให้เว็บไซต์น่าสนใจยิ่งขึ้นอยู่ เราขอแนะนำ เอเจนซี่ Minimice Group ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ Google Adsโดยเฉพาะให้แก่คุณ ซึ่งคุณสามารถทำความรู้จักพวกเขาเพิ่มเติมได้ทาง www.minimicegroup.comและwww.facebook.com/minimicegroup/

3 เหตุผลที่ควร จ้างบริษัทรับทำ “ SEO ” มืออาชีพ

สมัยนี้มีบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกง่ายๆว่า เอเจนซี่นั่นแหละ โดยส่วนใหญ่หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ทำการตลาดออนไลน์ก็คงหนีไม่พ้น การทำSEOไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับสื่อหลักอื่นๆ แต่ผลที่ได้ตามมากลับสูงเกินคาด แถมยังทำให้แบรนด์สินค้าเติบโตได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ทำได้ ยิ่งใช้เครื่องมือSEOให้ประสบผลสำเร็จด้วยแล้ว การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะช่วยดูแลให้ จะได้ผลที่ดีและเร็วได้ง่ายกว่ามานั่งงงทำเองเป็นไหนๆ

  • โดดเด่นด้วยโปรแกรมเฉพาะทาง
  • Report แสดงความเคลื่อนไหวแบบReal time
  • ทีมทำเว็บไซต์มืออาชีพ

1.บริษัททำSEOมืออาชีพ จะมีเครื่องมือเฉพาะในการช่วยให้ SEOประสบความสำเร็จ

เอเจนซี่หรือบริษัทที่รับทำSEOมักจะมีเครื่องมือโดยเฉพาะที่ไว้ใช้สำหรับการทำSEOตามแต่ความถนัดของเอเจนซี่นั้นๆ ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ทำส่วนใหญ่จะเป็นโปรแกรมที่จำเป็นต้องมีแอคเคาท์สำหรับเข้าไปดำเนินการหรือจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าสู่ระบบ เพราะฉะนั้นการจ้างบริษัททำSEOจึงเป็นสิ่งที่ง่ายและคุ้มค่ากว่าการที่คุณจะต้องมานั่งทำเอง อีกทั้งพวกเขายังมีประสบการณ์มากกว่าในการให้คำแนะนำคุณได้อีกด้วย ตั้งแต่ขั้นตอนการเล็งคีย์เวิร์ดสำคัญ,การจัดส่วนต่างๆของบทความ(h1,h2,h3)หรือเป็นส่วนของการทำHyperlinkก็ตาม ซึ่งทั้งหมดจะมีผลต่อการทำ SEOให้ติดอันดับที่ดีของหน้าGoogleด้วยกันทั้งสิ้น

2.มีReportรายงานความเคลื่อนไหว แบบReal timeทำให้ลูกค้าเข้าดูข้อมูลได้เองตลอด24ชั่วโมง

บริษัทรับทำ SEOแบบมืออาชีพนั้น พวกเขาจะทำงานเป็นระบบโดยจะแชร์ข้อมูลให้กับคุณได้รู้ มีการทำReportรายงานความเคลื่อนไหวให้ได้ทราบผล อย่างเป็นระบบระเบียบ มีการเปรียบเทียบให้ดูผลได้อย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มทำ จนถึงปัจจุบัน และบางบริษัทยังมีโปรแกรมที่ให้สิทธิ์คุณในการเข้าไปดูผลได้แบบReal timeอีกด้วย ซึ่งคุณจะสามารถเช็คผลได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ที่ไหน ยังไงก็ได้ตามความสะดวก ซึ่งนั่นคือผลดี ที่จะทำให้คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนอย่างชัดเจน

3.มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะสำหรับการทำโครงสร้างเว็บไซต์ ให้Googleเข้าใจได้ง่าย

การทำSEOให้ประสบผลสำเร็จ แบรนด์ติดอันดับหน้าแรกของGoogleเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่จริงๆไม่ง่าย อย่างที่คิด เบื้องหลังของการทำงานนั้นซับซ้อนกว่าจะผ่านไปได้แต่ละขั้นตอน ซึ่งต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์มากพอสมควร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่หวังไว้ การทำโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์มีขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างต้องใส่ใจ ว่าแต่ละส่วนต้องออกมารูปแบบไหน ทางGoogleถึงจะสามารถย่อยและเข้าใจข้อมูลที่เราจะสื่อสารได้ง่ายที่สุด ยิ่งง่ายเท่าไหร่ เว็บไซต์ยิ่งมีโอกาสถูกจัดอยู่ลำดับที่ดีๆมากเท่านั้น โดยทริคคร่าวๆ ก็คือ การที่คุณทำเว็บไซต์ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน มีการใส่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ากระจายทุกพื้นที่ แต่ไม่เยอะจนเกินไปจนอาจกลายเป็นสแปม การที่คุณสร้างคอนเทนต์เป็นส่วนๆ อย่างh1,h2,h3เพื่อให้googleเข้าใจในส่วนเนื้อหาให้มากที่สุดก็เป็นอีกทริคที่เราแนะนำเช่นกัน

คงจะเห็นแล้วว่า การทำSEOให้ประสบผลสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร จึงไม่ใช่ทุกบริษัทที่รับทำจะสามารถการันตีความสำเร็จได้ ซึ่งขั้นตอนต่างๆจำเป็นต้องใช้ผู้ที่เชี่ยวชาญดูแลโดยเฉพาะ เพราะงี้การจ้างผู้รับทำSEOโดยตรง จะทำให้คุณได้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและดีกว่า โดยที่ค่าใช้จ่ายจะได้ไม่บานปลายอีกด้วย

5 ตัวช่วยกระตุ้นยอดขายให้ปัง! ด้วย Facebook Platform

การกระตุ้นยอดขายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อคุณต้องการให้ธุรกิจเติบโตขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งก็มีวิธีการหลากหลายด้วยกันที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้  แต่เราจะมาแนะนำ 5 วิธีหลักๆด้วยการใช้Facebook Platformที่จะทำให้ยอดขายของสินค้าและบริการของคุณ ปังขึ้น ดีขึ้นและเติบโตอย่างมั่นคงขึ้นได้อย่างแน่นอน โดยไม่จำเป็นต้องทำหลายสิ่งแยะแยะจนเสียค่าใช้จ่ายเกินที่คุณจะรับไหว ซึ่งถ้าเราเลือกใช้วิธีที่ถูกต้องและตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็เป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ที่จะเติบโตในได้เวลาอันรวดเร็วด้วย

1.การทำRemarketing ด้วยPixel หรือWebsite

การทำRemarketingก็คือการย้ำความสนใจของลูกค้าที่มีต่อสินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งโฆษณาที่คุณRemarketingจะแสดงขึ้นที่หน้าFeedของกลุ่มเป้าหมายที่เคยสนใจสินค้าของคุณมาก่อน โดยการใช้Facebook Pixel ซึ่งเป็นระบบ Tracking ใช้ติดตามพฤติกรรมต่างๆ การเข้าใช้งาน แพลตฟอร์มที่ใช้งานรวมถึงความสนใจของผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลสำหรับใช้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและการยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

2.การใช้ Influencer เสนอภาพลักษณ์ของแบรนด์

เดี๋ยวนี้เทรนด์การใช้ Influencerเข้ามาช่วยดึงความน่าสนใจของให้กับแบรนด์เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากหลายๆสินค้าหาคนมาช่วยรีวิว ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดง เน็ตไอดอลหรือคนที่ดูโดดเด่นมีสไตน์เป็นของตัวเอง ซึ่งการทำการตลาดผ่านกลุ่มคนที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์แบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณต้องการสื่ออะไรให้ออกมาผ่านโฆษณาแต่ละชิ้นให้ผู้บริโภคเข้าใจ การเลือกinfluencerเข้ามาช่วยโปรโมทสินค้าของคุณเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้แบรนด์ของคุณมีความชัดเจนในภาพลักษณ์และบุคลิกของแบรนด์ยิ่งขึ้นและมีผลต่ออนาคตต่อไป ซึ่งคุณยังสามารถใช้influencerในการสร้างคอนเทนต์เพื่อทำเป็นviralที่สร้างสรรค์ได้อีกด้วย

3.การทำ Production video สร้าง Content ให้เป็น Viral

เริ่มแรกViralมาจากคลิปสั้นๆที่เกิดจากเหตุการณ์จริงต่างๆหรือการทำเรียกกระแสบางอย่าง แต่ตอนนี้ผู้บริโภคเริ่มต้องการเสพviral ที่สร้างสรรค์มีคุณภาพกันมากขึ้น นักทำการตลาดออนไลน์เล็งเห็นความสำคัญในข้อนี้จึงมีการผลิตคอนเทนต์ที่น่าสนใจและเน้นเรื่องของValue Contentหรือคุณค่าของคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคจะได้รับในการทำเป็นวิดีโอไวรัลกันมากขึ้น โดยจุดเด่นของมัน คือ ความไวต่อเหตุการณ์ ความสั้นกระชับในเนื้อหาและความสามารถในการนำเสนอภาพลักษณ์ของแบรนด์ออกมา การผลิตวิดีโอคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และยังคงภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ในด้านที่ดี จะช่วยทำให้ตัวตนของแบรนด์เป็นไปตามViralที่นำเสนอ ส่งผลให้ผู้คนสามารถมีส่วนร่วมทางการตลาดอื่นๆเพิ่มได้อีกด้วย

4.การใช้Chatbotตอบข้อสงสัยด้วยเวลาที่รวดเร็ว

Chatbotตอนนี้แทบทุกธุรกิจเริ่มทำกันมากขึ้นแล้ว เพราะความรวดเร็วที่ใช้ในการสื่อสารของมัน โดยตัวChatbotจะเป็นระบบตอบกลับอัตโนมัติที่สามารถกำหนดได้ ว่า เมื่อมีการถามแบบนั้นจะต้องตอบแบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ธุรกิจที่ใช้มักจะเป็นธุรกิจที่มีคนเข้ามาติดต่อสอบถามเป็นจำนวนมาก และคำถามมักจะคล้ายๆเดิม เช่น เพจร้านค้าที่อาจมีการสอบถามราคา ที่ตั้งร้าน หรือขอรายละเอียดต่างๆ และยังสามารถเป็นช่องทางไว้ส่งข่าวสารได้โดยตรงไปให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

5.Content Marketing Funnel ยิงโฆษณาด้วยคอนเทนต์โดนใจ

การใช้คอนเทนต์ที่น่าสนใจ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายและคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่แท้จริง โดยเพิ่มการรับรู้และปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายด้วยการใช้คอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆเป็นสื่อกลาง เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมาย จนสามารถกลายเป็นลูกค้าได้ในที่สุด

การกระตุ้นยอดขายถ้าคุณสามารถทำสิ่งที่กล่าวมาด้านบนได้ แม้ไม่ครบทุกข้อก็ตามแต่มันก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้ธุรกิจของคุณมียอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะเราตั้งใจนำเสนอเทคนิคสำคัญที่นักการตลาดมักใช้กันในการทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางFacebook Platformโดยคุณสามารถทำเองได้หรือจะมาให้เราชาวMinimice Groupบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์มืออาชีพ ช่วยแนะนำและให้คำปรึกษาก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะเราเน้นให้ความสำคัญด้านความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลักและมุ่งหวังให้ธุรกิจของคุณเติบโตยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

Evergreen Content คืออะไร? สำคัญแค่ไหน? จะทำให้มีคุณภาพได้อย่างไร?

Evergreen Content คืออะไร?

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้วิธีการทำ Evergreen Content ให้มีคุณภาพ เรามาทำความรู้จักถึงความหมายของคอนเทนต์ชนิดนี้กันก่อน Evergreen Content คือ เนื้อหา หรือข้อมูลที่ “ไม่มีวันหมดอายุ” หรือ “ล้าสมัย” เป็นเนื้อหาที่ทุกคนต้องอยากอ่านอยู่เสมอไม่ว่าจะตอนไหน ช่วงไหน ท่ามกลางกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็น Timeless Content ที่ไม่มีวันตายนั้นเอง โดยชื่อ Evergreen มาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใบจะมีสีเขียวตลอดทั้งปี ด้วยคุณสมบัติของต้นไม้ชนิดนี้จึงถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบเป็น Content ที่สดใหม่ ทันสมัยตลอดเวลานั้นเอง

จริง ๆ แล้วนั้นหากจะมองให้ลึกลงไปอีก Evergreen Content ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ ให้พิจารณาด้วยกันคือ ส่วนแรก ตัวเนื้อหา หรือ Content และ ส่วนที่ 2 คือ หัวข้อหรือ Topics ที่หลาย ๆ คนอาจจะหลงลืมและไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งสองส่วนนี้ควรทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิด Traffic บนหน้าเว็บไซต์หรือหน้าเพจอยู่สม่ำเสมอ

1. Evergreen Content Topics

หัวข้อที่เราจะเลือกเขียน Evergreen Content นั้นควรเป็นสิ่งที่คนให้ความสนใจ และมีการค้นหาตลอดเวลา อาจจะจำนวนไม่ได้เยอะเหมือนกับหัวข้อในกระแสอื่น ๆ แต่ก็มีจำนวนมากพอ และมีการค้นหาอยู่ตลอดเวลาถือว่าใช้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นหัวข้อดังต่อไปนี้

  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนัก เป็นเรื่องที่คนต่างให้ความสนใจไม่ว่าจะในปีนี้ หรือปีหน้า ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่าจะมีคนสนใจหัวข้อแนวนี้อย่างแน่นอน
  • ทอดไข่อย่างไร เรื่องง่าย ๆ อย่างการทอดไข่ที่ทุกคนทำเป็นเรียกได้ว่าเป็นเมนูกันตาย บางครั้งคนก็ต้องการตัวช่วยทำให้อร่อยขึ้น หรือ สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นทำอาหาร ทำให้การค้นหาชนิดนี้เกิดขึ้นอยู่สม่ำเสมอ
  • ดับคาวอาหารทะเล ทริคเล็ก ๆ น้อยเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และความพยายามในการหาทางแก้ไข คืออีกหนึ่งหัวข้อที่ผู้คนต่างมองหาอยู่สม่ำเสมอ

ส่วนหัวข้อที่ไม่นับว่าเป็น Evergreen Content มีดังนี้

  • หวยงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2563 หวยเป็นเหตุการณ์ที่ออกเป็นงวด ๆ ทุก ๆ กลางเดือน และสิ้นเดือน ฉะนั้น เมื่อคนค้นหาแล้วก็จะขึ้นแค่ช่วงเวลานั้น ๆ และก็จะไม่มีการค้นหาย้อนหลังเพิ่มเติมในอนาคตแน่นอน
  • การประกวด Miss Universe 2020 การประกวด หรือ การแข่งขันต่าง ๆ ก็เช่นกัน เมื่อจบสิ้นฤดูแข่งขันคนก็จะไม่ได้ให้ความสนใจแล้ว พอปีต่อไปคนก็จะหันไปค้นหาปี 2021 แทน
  • ข่าวนางเอกวิกมากสีเกาเหลานางร้ายหน้าสวย เป็นเรื่องราวที่เป็นกระแสคนให้ความสนใจ และก็มาแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะพอกระแสเงียบคนก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับข่าวนั้น ๆ แล้วเช่นกัน

โดยสรุปแล้วนั้นหัวข้อของ Evergreen Content ควรเป็น General Needs ที่ตรงกับความต้องการของคนที่ไม่ว่าจะปีไหน เดือนไหนก็ยังมีคนสนใจอยากรู้ อยากตามหาอยู่เสมอ ๆ

2. เนื้อหาของ Evergreen Content

ส่วนเนื้อหาที่จะเขียนนั้นก็ล้วนต้องเป็นสิ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกช่วงเวลาเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับหัวข้อที่เราได้ตั้งไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเมื่อเรารู้แล้วว่าคนมีความต้องการ หรือมองหาอะไรที่เป็นสิ่งพื้นฐาน เราก็สามารถนำสิ่งที่เจอมาพลิกแพลงหาวิธีมุมพูดให้น่าสนใจได้ เช่น

  • 10 วิธีลดน้ำหนักที่สามารถทำได้ง่ายๆ
  • ทอดไข่อย่างไรให้เมนูง่ายๆ อร่อยได้ไม่ซ้ำ
  • เคล็ดไม่ลับดับคาวอาหารทะเลที่ทำแล้วรับรองว่าปัง

 

 

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่เราจะเขียนนั้นก็ล้วนพัฒนามาจากหัวข้อที่เราตั้งใจไว้แล้วทั้งสิ้น แค่พยายามบิดหามุมพูดแต่ก็ยังต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่าสิ่งที่จะเขียนนั้นสามารถใช้ได้ในอนาคตด้วยนะ

3. แล้ว Evergreen Content สำคัญอย่างไร?

จากกราฟแสดงจำนวนและ Movement การค้นหา Keywords ดังต่อไปนี้

จะเห็นได้ว่า การค้นหาคำว่า วิธีดับคาว และลดความอ้วน มีการค้นหาอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจำนวนการค้นหาจะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับ น้องชมพู่ ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีการค้นหาเลยจนมามีช่วงที่มีข่าว ที่ทำให้การค้นหาพุ่งขึ้นไปสูงอย่างมาก และก็ตกลงมา เมื่อเราสร้าง Content ที่ล้อไปกับกระแสเช่นนี้ บทความของเราก็มักจะได้รับความสนใจมากในช่วงแรกเช่นกัน เราเรียกช่วงนี้ว่า “Spike of Hope” และต่อมาก็ล่วงลงมาสู่จุดต่ำในที่สุดซึ่งเรียกว่า ”Flatline of Nope” ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องเขียนบทความให้ก้าวทันกระแสสังคม และโลกอยู่เสมอเพื่อรักษาให้มีคนเข้ามาในเว็บไซต์หรือบล็อกของเรา แต่นั่นคือสิ่งตรงข้ามกับ Evergreen Content เพราะสิ่งที่ Evergreen Content จะช่วยนั้นก็คือ

  • ไม่ต้องทำให้เราต้องคอยสรรหาเขียนบทความอยู่ตลอดเวลา บทความเดียวที่เคยเขียนก็ยังสามารถทำให้คนเข้ามาในเว็บไซต์ได้สม่ำเสมอ
  • มีจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ของเราสม่ำเสมอโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินทำ SEM เพราะถ้า Content ของเรายังยึดโยงกับผู้บริโภคเสมอ Google ก็จะยังเอาเพจของเราขึ้นมาลำดับต้นๆ เมื่อมีคนค้นหานั้นเอง

นี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Evergreen Content ถึงสำคัญนั้นเอง

ทำ Evergreen Content ควรทำอย่างไรดี?

เมื่อเราเริ่มอยากทำ Evergreen Content ก็มีวิธีเริ่มต้นที่ไม่ยาก ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองแถมยังมี Tool ฟรีมากมายให้เราได้ใช้

  1. เริ่มตั้งคำถามทำการบ้านก่อนว่าสิ่งรอบตัวง่ายๆ ที่เรามักจะต้องการคืออะไร อาจจะถามเพื่อน ถามคนใกล้ตัวเพื่อเช็คว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็น General Needs ของคนจริง ๆ ที่เกิดขึ้น
  2. ใช้ Google Trends เพื่อเช็คดูว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมีอะไรที่คนมักจะค้นหาบ้าง หรืออาจจะนำข้อสันนิษฐานด้านบนไปเช็คดูแนวโน้ม หรือเทรนด์ว่ามีคนค้นหาจริง ๆ หรือไม่ตลอดเวลาที่ผ่านมา และ ความนิยมนี้เพิ่มขึ้น-ลดลงอย่างไร ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

3. นอกจากนี้คือการเช็ค Search Volume ของ Keywords ต่าง ๆ โดยใช้ Google Keyword Planner ที่สามารถบอกคร่าว ๆ ได้ถึงจำนวนการค้นหาคำนั้น ๆ ต่อเดือนซึ่งจะยิ่งทำให้เรามั่นใจไปอีกขั้นว่าเรามาถูกทางแล้วนั้นเอง

จะเห็นได้ว่าการเขียน Evergreen Content คือการเขียนบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งข้อดีคือจะช่วยทำให้ Traffic ของเว็บของเรานั้นมีความสม่ำเสมอ การเขียน Evergreen Content นั้นจะว่าเป็นเรื่องยากก็ไม่ใช่ จะง่ายก็ไม่เชิง เพราะสามารถอาศัยความเข้าใจซึ่งเกิดจากการสังเกตสิ่งรอบตัว แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติร่วมด้วยเพื่อให้ได้ Evergreen Content ที่ Evergreen พร้อมใช้สมชื่อจริง ๆ ไม่ใช่เนื้อหาที่คนเข้ามาอ่านแล้วก็ผ่านไป และถ้าหากคุณหากอยากสร้าง Evergreen Content ที่มีคุณภาพ สร้าง Traffic ที่สม่ำเสมอได้จริงอย่างมืออาชีพ โดยที่คุณจะไม่ต้องลงมือลงแรงเองให้เสียเวลา สามารถติดต่อทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะได้เลยที่ https://minimicegroup.com  โดยทางทีมพร้อมที่จะศึกษาสร้างกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณคาดหวัง และนำพาให้ธุรกิจของคุณก้าวไปอีกขั้น

6 วิธี สร้างเว็บไซต์ให้ติดอันดับ ด้วย SEO On-page

การทำ SEO On-page  เป็นหนึ่งในตัวช่วยผลักดันเว็บไซต์ธุรกิจของคุณก้าวสู่เป้าหมาย แต่การจะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพ ควรต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ด้านการทำ SEOโดยเฉพาะ เพราะการทำ SEO On-page เป็นรูปแบบการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ที่จะถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับGoogle มากที่สุด ในขั้นตอนนี้ถ้าคุณทำออกมาไม่เหมาะสมหรือทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไป การติดอันดับภายใน Google ของคุณอาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น และอาจจะทำให้Google ไม่สนใจเว็บไซต์ของคุณไปเลยก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการทำSEO On-page  จึงเป็นการปรับแต่งเว็บไซต์และContent ต่างๆ รวมไปถึงการเขียนโค้ดบนหน้าเว็บเพจที่ต้องสร้างเนื้อหาให้เหมาะสมกับตัวSearch engine อย่าง Google พร้อมการกระจายKeywords ไปตามหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์และภายในContent ทุกรูปแบบที่อยู่บนเว็บไซต์ธุรกิจด้วย โดยจะมีรายละเอียดการทำOn-page Optimizationที่คุณควรรู้ดังนี้

1.การเลือกชื่อโดเมน

ชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์ถือว่ามีความสำคัญพอสมควร เพราะจะต้องมีชื่อที่เป็นเอกลักษณ์และในขณะเดียวกันต้องจดจำได้ง่าย ที่สำคัญคือต้องมีคีย์เวิร์ดของชื่อแบรนด์หรือชื่อธุรกิจคุณร่วมด้วย เช่น ถ้าคุณขายอาหารควรมีคำว่า Food,ถ้าขายสัตว์เลี้ยงควรมีคำว่า Pet หรือถ้าขายทองคำควรมีคำว่าGold หรือGolden อยู่ภายในโดเมนเนมด้วยเพื่อทำให้Google จัดเว็บไซต์ของคุณเข้าสู่โหมดหมู่ได้ถูกต้อง ที่สำคัญคือผู้ที่ตามหาเว็บไซต์ของคุณจะจดจำโดเมนเนมได้ง่าย เนื่องจากสินค้าหรือบริการของคุณมีความเชื่อมโยงกับโดเมนเนม ทำให้สมองของมนุษย์สามารถเชื่อมโยงกับชื่อและรูปแบบการขายสินค้าของคุณ พร้อมทำให้จดจำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นการซื้อโดเมนเนมให้ถูกใจและเหมาะสมนั้น คุณสามารถซื้อผ่านบริษัท ทำ seoได้ เพื่อให้คุณได้รับความสะดวกและได้ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการอย่างง่ายดาย

2.การเลือกดีไซน์เว็บไซต์

การเลือกดีไซน์ของเว็บไซต์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญเช่นกัน ไม่ควรเลือกดีไซน์ที่ตัวหนังสือเล็กและใส่เนื้อหาที่หน้าเว็บแน่นเกินไป แม้แต่สื่ออย่างรูปหรือวีดีโอและคลิปต่างๆ ก็ไม่ควรใส่จำนวนมากเกินไปเช่นกัน เพราะจะทำให้ผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกถึงความอึดอัด อ่านยาก บางครั้งการใส่รูปภาพหรือคลิปมากเกินไปจะทำให้หน้าเว็บไซต์หน่วง ดาวน์โหลดยากและเกิดอาการช้า การคลิกเข้ามารับชมของกลุ่มเป้าหมายบางคนอาจเกิดปัญหา ที่สำคัญคือไม่มีประโยชน์ในด้านการทำ SEO เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นคุณจึงควรเน้นดีไซน์ที่มีความเรียบง่ายแต่ดูเก๋และสามารถชี้ให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของธุรกิจคุณได้ดี มีรูปแบบน่าอ่าน มีเนื้อหาที่พร้อมจะดึงดูดให้ผู้คนคลิกเข้าสู่หัวข้อต่างๆ ที่สำคัญคือตัวเมนูควรจะเป็นแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไปและมีการจัดระเบียบของส่วนต่างๆ ในหน้าเว็บไซต์ให้สมดุลกัน

3.Contentภายในเว็บไซต์

เมื่อมาถึงส่วนสำคัญของการทำSEO คือ เรื่องของเนื้อหาภายในเว็บไซต์และตัว Contentจะต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด มีตัวอักษรขนาดพอดีสายตา Content มีคุณภาพ อ่านแล้วให้ประโยชน์ต่อตัวผู้ที่เข้ามารับชมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของข่าวสารบริษัทหรือแม้แต่รายละเอียดของตัวสินค้าควรเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไปและมี Keyword กระจายอยู่อย่างทั่วถึง มีภาพประกอบคลิปวิดีโอหรือวีดีโอโปรโมทที่เหมาะสมในทุกๆ หน้า ที่สำคัญคือควรมีการอัพเดทหน้าเว็บไซต์เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอยู่เสมออีกด้วย

4.ใช้แบล็คลิงค์(Back Link)ให้ถูกที่

เมื่อคุณเริ่มเขียนบทความภายในเว็บไซต์ คุณควรทำลิงค์เพื่อใส่เข้าไปในตัวคีย์เวิร์ดแทรกภายในเนื้อหาบทความ พร้อมทำ Back Link ให้ถูกต้อง โดยการใส่ลิงค์นั้นควรอยู่ภายในเว็บไซต์ด้วยกัน เป็นการลิงค์ที่นำไปสู่หน้าอื่นๆ เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาอ่านหรือเข้ามาดูเนื้อหาอยู่ภายในเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้น เมื่อ Google รับรู้ว่ามีคนเข้าอ่านหรือมีการใช้งานภายในอย่างต่อเนื่อง คุณย่อมเป็นที่สนใจและถ้าไม่จำเป็นอย่านำลิงค์ออกไปเว็บข้างนอก เพราะบทความและ Content ของคุณอาจโดนลอกไปใช้งานที่อื่นได้อย่างง่ายดาย

5.ใส่คีย์เวิร์ดให้สื่อ

สำหรับสื่อต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของคุณ ที่ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ คลิปวีดีโอ หรือวิดีโอโฆษณาโปรโมทต่างๆ ควรมีการใส่คีย์เวิร์ดเฉพาะของเว็บไซต์ภายในสื่อทั้งหมด เพื่อเป็นการทำ SEOภายใน Content และทำให้ Google ได้รู้จักเว็บไซต์ของคุณง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

6.อย่าลืมใส่ Tag

การติดTag ภายในบทความเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด เพราะTagจะต้องอยู่ภายในโค้ดที่จะทำให้ SEO On-page  มีคุณภาพมากขึ้น โดยTag นี้จะอยู่ภายในTitle ที่เป็นส่วนนำเข้าสู่เนื้อหาภายในเว็บไซต์ จึงควรจะต้องเขียนให้น่าสนใจ สามารถดึงดูดสายตาของผู้อ่านได้ทันที ทำให้รู้สึกอยากเข้ามาดูหรือเข้ามารับชมสินค้า ซึ่งภายในส่วนนี้จะต้องมีการใส่ Keyword อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน ส่วนของ Descriptionเป็นส่วนของการอธิบายตัวเว็บไซต์, อธิบายตัวสินค้าหรือบริการ และเป็นเนื้อหาของบทความภายในเว็บไซต์ที่แม้จะไม่มีผลโดยตรง แต่การเขียนรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาภายในควรจะต้องเชื่อมโยงกับการค้นหา และดึงคนให้เข้ามาอ่านบทความภายในเว็บไซต์ได้มากที่สุด ส่วนสุดท้ายคือ คีย์เวิร์ดที่ถือว่าเป็นตัวสำคัญในการนำSearch engine เข้ามาสนใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์และบทความของคุณมากขึ้น ซึ่งภายใน 1 หน้าเว็บไซตค์ไม่ควรใส่ Keyword เกินกว่า 10 คำ หรือภายใน 1 บทความควรใส่ Keyword เพียงแค่ 1-3 เปอร์เซ็นต์จากความยาวของบทความเท่านั้น

ถ้าคุณ ต้องการทำ SEO On-page  ให้มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการของGoogle คุณสามารถนำทั้ง 6 ข้อนี้ไปประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ หรือถ้าคุณต้องการให้ง่ายกว่านั้นคุณสามารถเลือกใช้บริการบริษัท ทำ seoที่มีประสบการณ์และมีผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำSEO On-Page โดยเฉพาะ เพื่อทำให้คุณได้งานคุณภาพและสามารถนำเว็บไซต์มาใช้งานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเหนื่อยทำเอง ดังนั้นคุณควรมองหาบริษัท ทำ seo ที่มีประสบการณ์สูงและสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณไปติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย  โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/