Category: Google Ads Knowledge

Online marketing การตลาดออนไลน์ ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ ควรรู้!

Online marketing คือ รูปแบบของการตลาดออนไลน์ที่คล้ายคลึงกับการตลาดทั่วไป แต่มีความพิเศษตรงที่คุณไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านไปเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง แต่คุณก็สามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์กับสมาร์ทโฟนที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เป็นผลจากการใช้ชีวิตที่ผสานกับเทคโนโลยีรุ่นใหม่ จนกลายมาเป็นชีวิตออนไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องออกนอกบ้านให้เหนื่อยอีกต่อไป ก็สามารถซื้อสินค้าหรือเลือกรับบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก มีบริการมาส่งถึงหน้าบ้าน การซื้อ-ขายนี้จะอยู่ภายในเว็บไซต์ธุรกิจ, ร้านค้าออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงเว็บบอร์ดต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ซื้อ-ขายกัน เมื่อมีการค้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงกลายมาเป็นการตลาดออนไลน์ หรือ Online marketingที่ทำให้หลายๆ ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันนี้

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตจากOnline marketingทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาสนใจต่อตลาดออนไลน์นี้กันมากขึ้น  เพราะถ้าทำแล้วถูกทางก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการสร้างชื่อเสียงที่กระจายออกไปกว้างมากขึ้น และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้มากกว่าเดิม แต่การจะทำให้เว็บไซต์ไปถึงฝันและทำให้มียอดการค้นหาที่ดี จนสามารถเพิ่มยอดการขายให้มากขึ้นนั้น  จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ที่มีความชำนาญด้านการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ ดังนั้นการมองหาผู้รับทําการตลาดออนไลน์จึงถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยทำให้เป้าหมายของคุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ผู้ที่รับทําการตลาดออนไลน์จะรู้ถึงขั้นตอนการทำให้เว็บไซต์ธุรกิจให้ขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของทาง Google ทำให้ผลการค้นหามีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งการทำตลาดออนไลน์จะมีประสิทธิภาพมากถ้าเลือกใช้ช่องทางการโฆษณาและโปรโมท ดังนี้

1.Social Media

SocialMedia ถือว่าเป็นช่องทางที่สามารถทำตลาดออนไลน์ได้ดีที่สุดและเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากและมีผู้ใช้งานที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่ง Social Media ที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน คือFacebook, Instagram, Twitter, YouTube และอีกหลากหลายเว็บบอร์ดที่มีชื่อเสียง เช่น Pantip หรือ DekD เป็นต้น ซึ่งคำว่าSocial Media นั้นหมายถึงสังคมออนไลน์ จึงถือว่าเป็นแหล่งของกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากที่มีความหลากหลายสูง การทำโฆษณาผ่านสื่อเหล่านี้จึงจะช่วยทำให้ธุรกิจของคุณกระจายออกไปให้ผู้คนทั่วประเทศและทั่วโลกได้มองเห็นดีที่สุด ถ้าคุณต้องการให้สินค้าหรือบริการของคุณเป็นที่สนใจให้คุณเลือกใช้ Viral Marketing ที่จะช่วยทำให้เกิดการบอกต่อกันเป็นจำนวนมาก แต่วิธีการทำนั้นต้องมีความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต แต่ถ้าคุณต้องการวิธีทำโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและช่วยทำให้มีความน่าสนใจจนมีการบอกต่อกันเป็นจำนวนมาก คุณก็สามารถเลือกใช้บริการผู้รับทำการตลาดออนไลน์มาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้คุณโดยเฉพาะได้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณได้โฆษณาที่ตรงใจทั้งตัวคุณเองและกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

2.Google 

Googleเป็น Search Engine ชื่อดังที่จะทำให้โฆษณาธุรกิจของคุณแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมต่อยอดธุรกิจของคุณในด้านยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นได้ด้วย Google Ads ที่ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยทั้งดันเว็บไซต์ธุรกิจและช่วยผลักดันยอดขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการค้นหายิ่งดีมากเท่าไหร่การปรากฏของหน้าเว็บไซต์บนอันดับต้นๆ ในหน้าแรกของ Googleก็จะยิ่งติดได้ง่ายขึ้นมากเท่านั้น เมื่อคุณไปอยู่ที่หน้าแรกของ Googleการคลิกเพื่อเข้าชมเว็บไซต์และการซื้อ-ขายสินค้าย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยคุณสมบัติของการเป็นหนึ่งใน Search Engine ชื่อดังและเป็นหนึ่งในตลาดออนไลน์ขนาดใหญ่ของโลก จึงทำให้ทาง Google คิดค้นและออกแบบเครื่องมือที่ช่วยทำให้การโฆษณาออกมาตรงตามธุรกิจและเป็นโฆษณาที่มีความเหมาะสมที่สุด พร้อมช่วยจัดคีย์เวิร์ดที่จะทำให้ผลการค้นหาดีขึ้น และมีอีกหลายเครื่องมือที่จะช่วยเสริมให้การโฆษณาของธุรกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย

3.Youtube 

YouTubeเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านคลิปวีดีโอทั่วโลก เป็นช่องทางของความบันเทิงที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งใน Online Marketing ขนาดใหญ่ที่ดีไม่แพ้Google โดยโฆษณาของคุณสามารถไปปรากฏบนคลิปวีดีโอต่างๆ ภายใน YouTubeแล้วสร้างความสนใจให้กับผู้รับชมได้ดี ทั้งยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ติดตา โดนใจ และเพิ่มยอดขายได้ดีมากขึ้น

4.Web Marketing

การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะทำให้คุณอยู่บนตลาดออนไลน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านหรือร้านค้าออนไลน์ที่จะมีการบ่งบอกถึงทุกข้อมูลธุรกิจของคุณอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนแผนที่พาลูกค้าเดินทางไปสู่ร้านและสามารถเข้าเลือกสินค้าต่างๆ รวมไปถึงเรียนรู้ตัวแบรนด์ได้มากขึ้น เพียงแต่การทำตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ต้องทำ SEO เป็นหลัก เพื่อดันให้เว็บไซต์ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของ Google แต่ถ้าคุณไม่สะดวกหรือไม่มีความรู้ต่อการทำ SEO คุณสามารถเลือกจ้างผู้รับทำการตลาดออนไลน์มาจัดการปัญหาให้คุณได้ เพียงเท่านี้ธุรกิจของคุณก็จะเข้าไปอยู่ในตลาดออนไลน์และทำให้ยอดขายดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับการทำOnline marketingเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับแทบทุกธุรกิจในโลก เพราะฉะนั้นหากธุรกิจของคุณต้องการอยู่ได้ในตลาดปัจจุบันอย่างยั่งยืน เราแนะนำให้คุณใช้Online marketingกับธุรกิจ โดยหลักการเลือกผู้รับทำการตลาดออนไลน์ ให้คุณเลือกผู้ที่มีความสามารถและมีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เคยมีผลงานและการการันตีจากลูกค้าเก่ามาก่อน รวมไปถึงมีไอเดียที่สดใหม่ สามารถตีโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าและนำไปประยุกต์ใช้จนสามารถทำการตลาดออนไลน์ให้กับลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมต่อไป  คุณสามรถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

Keyword Planner เครื่องมือช่วยให้การตลาดออนไลน์มีคุณภาพยิ่งกว่าเดิม!

หากใครที่กำลังเริ่มต้นทำแบรนด์ หรือธุรกิจของตัวเอง คงไม่พลาดที่จะอยากลงโฆษณากับ Google เพราะเป็นพื้นที่ที่มีผู้เข้าใช้งานต่อวันเป็นจำนวนมหาศาล จึงทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถดึงดูดลูกค้าหลากหลายกลุ่มให้มาสนใจร้านหรือบริการของเราได้ดี คำถามต่อมาแล้วจะทำอย่างไรให้ผู้คนรู้จักเรา และสนใจเราได้ล่ะ? สิ่งแรกที่เราทุกคนต่างทำเมื่อมีความต้องการใดต้องการหนึ่งขึ้นมาคือ การค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่ขณะนั้น ซึ่งหากเราสามารถรับรู้ หรือเดาใจคำค้นหาของลูกค้าได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้รู้จักแบรนด์ของเรา และเลือกที่จะใช้บริการได้ แน่นอนว่าการนึก Keyword ให้โดนใจลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันจึงมี Keyword Research Tools มากมายให้นักการตลาดได้เลือกใช้ และวันนี้เราจะมาแนะนำ Google Keyword Planner ซึ่งมีเวอร์ชั่นฟรีสำหรับนักการตลาดมือใหม่ได้ลองใช้กันด้วย

1. ทำความรู้จักกับ Google Keyword Planner

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการทำตลาดออนไลน์ด้วย Search Engine Marketing (SEM) เพราะ Tool ตัวนี้จะช่วยตรวจสอบได้ว่า Keyword ใดที่ได้รับความนิยม มีคนค้นหามากน้อยแค่ไหน กลุ่มลูกค้ามีวิธีค้นหาข้อมูลอย่างไร ใช้คำไหน และวิธีการที่คนให้นิยามกับสิ่งที่ตัวเองค้นหา โดยสิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้เราสามารถวางแผนลงโฆษณาได้อย่างคุ้มค่า และดึงให้คนมาสนใจธุรกิจเราได้แล้ว ยังสามารถทำให้เข้าใจกลุ่มลูกค้าของเราได้ดียิ่งขึ้น และนำมาปรับแต่งคอนเทนต์ของแบรนด์ให้มีคุณภาพ น่าสนใจมากยิ่งขึ้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำ Search Engine Optimization (SEO) คือเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้ติดอยู่อันดับต้น ๆ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินโฆษณา แต่อาศัยการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ และการเลือกใช้ Keyword ได้อย่างเหมาะสม

2. เริ่มต้นการใช้งาน Google Keyword Planner หา Keyword สำคัญ

เริ่มต้นการใช้งานด้วยการสมัคร Gmail Account และก็ให้เข้าไปสมัคร Google Ads ตามลิงค์นี้ได้เลย เมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อยให้เราเลือกไปที่ Tools & Settings ที่อยู่บนมุมขวาด้านบน และเลือกไปที่ Keyword Planner (ตามรูปด้านบน)

และเราก็จะเจอกับ Tools 2 อย่างด้วยกันใน Keyword Planner ได้แก่ “Discover New Keywords” และ “Get Search Volume And Forecasts” ให้เราเลือกไปที่  “Discover New Keywords” สำหรับการเริ่มต้นที่เรายังจับจุดหาไอเดีย Keyword ยังไม่ได้

3. ค้นหา Keyword ที่ใช่ด้วยเครื่องมือ “Discover New Keywords”

ให้เราใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือธุรกิจของเรา โดยในตัวอย่างเราได้ใส่คำว่า “คอนโด” ลงไป และ Tool ตัวนี้จะทำการแนะนำ Keyword ขึ้นมาเช่น คอนโดมือสอง คอนโดลุมพินี ขายคอนโด และคำอื่น ๆ อีกมากมาย เครื่องมือนี้จะช่วยแนะนำว่ามีการแข่งขัน และต้องลงเงินมากน้อยเพียงใดกับ Keyword นั้น ๆ ทั้งยังช่วยบอกเป็นนัย ๆ ได้ด้วยว่าเมื่อคนทำการค้นหาคอนโด จะเชื่อมโยงไปกับอะไรบ้าง อย่างเช่น คอนโดกับสถานที่ตั้ง คอนโดกับรถไฟฟ้า ทำให้เราได้ไอเดียนำไปเขียนคอนเทนต์ได้ด้วย นอกจากนั้นทาง Google ยังมีขึ้น Suggestions Keywords ที่เกี่ยวข้องด้านบนให้ด้วยซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากเลยทีเดียว

4. ต่อไปมาลองเครื่องมือ “Get Search Volume And Forecasts”

 

เมื่อเราได้ไอเดียของ Keyword มาแล้วประมาณหนึ่ง ให้ลองนำมาใส่ในเครื่องมือ “Get Search Volume And Forecasts” ดูบ้างเพื่อเช็คอันดับความนิยมของ Keyword แต่ละตัว โดยเครื่องมือตัวนี้ Google จะทำการประมวลผลและแสดงว่า Keyword แต่ละตัวที่เราใส่ลงไปว่ามีจำนวนคนคลิกและเห็นมากเท่าไหร่ (Clicks & Impressions) และมีค่าใช้จ่ายเท่าใดบ้าง เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจของการทำการตลาดแบบ  Search Engine Marketing (SEM) นอกจากนั้นเครื่องมือตัวนี้ยังสามารถดูข้อมูลเชิงลึกลงไปได้อีกด้วย โดยให้เราเลือกกดตรงแถบด้านบนที่เขียนว่า “Plan Setting” และลองเปลี่ยน Location หรือ Language  ให้แคบลงมาเพื่อให้โฆษณาไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น

นี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการใช้งาน Google Keyword Planner เท่านั้น ภายใน Tool นี้ยังมีเทคนิคต่าง ๆ ให้เราได้ลองสำรวจอีกมากมาย โดยเราเชื่อว่าการทำการตลาดออนไลน์ทั้งแบบ SEM และ SEO ต้องอาศัยรากฐานของความคิดที่เกิดจากความเข้าใจความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ฉะนั้นนอกจากเครื่องมือ Keyword Planner จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราได้ติดอันดับดี ๆ แล้วยังเป็นการช่วยจัดระเบียบให้กับเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนใครที่อยากติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรืออยากให้เราช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์คุณ พร้อมกับเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้ลองติดต่อเรามาได้เลยที่ https://minimicegroup.com

6 Google Ads Trend! ต้อนรับปี 2020 เพิ่มระดับการทำโฆษณาออนไลน์

Google Ads คือ โฆษณาบน googleที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2543 แล้วผ่านการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนามาตลอดระยะเวลา 19 ปี มีประโยชน์บนตลาดออนไลน์ที่หลากหลาย เพราะ Google ถือว่าเป็นหนึ่งในSearch Engine ชื่อดังของโลกและเป็นเพียงเจ้าเดียวที่สามารถทำให้ทุกธุรกิจต่อยอดการขาย สร้างชื่อเสียง และทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้วยโฆษณาบน googleในอดีต Google Adsถูกใช้ชื่อที่ทำให้คนจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ว่า Google Adword ที่ถือว่าแกนนำของตลาดออนไลน์มาอย่างยาวนาน ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกที่พาให้กลุ่มธุรกิจเติบโตบนเส้นทางตลาดออนไลน์และกลายมาเป็นแบรนด์ดังหลากหลายแบรนด์ในปัจจุบัน ดังนั้นการโฆษณาบน googleจึงถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กลุ่มธุรกิจควรใส่ใจให้มาก วันนี้จึงขอแนะนำ 6 Google Ads Trend! ต้อนรับปี 2020เพื่อเพิ่มระดับการทำโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ดังนี้

1.เจาะกลุ่มเป้าหมายแบบบุคคล

เทรนด์แรกของการปรับเปลี่ยนโฆษณาบนgoogleปี 2020 คือ การเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ การปรับเปลี่ยนในลักษณะนี้คือการอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่มีการรวบรวมมาจากผู้เข้าชมโฆษณาของคุณเอง โดยทาง Google จะมีการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้คุณนำไปเรียนรู้วิธีการเชื่อมโยงโฆษณาของธุรกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น เมื่อคุณสามารถที่จะเรียนรู้ตัวกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้อย่างชัดเจน คุณก็จะพร้อมทำโฆษณาที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายของคุณได้อย่างแน่นอน จึงทำให้กลุ่มลูกค้าของคุณเข้าใจธุรกิจผ่านทางโฆษณาได้อย่างง่ายดาย และต้องการที่จะคลิกเข้ามาเพื่อมองหารายละเอียดต่างๆ ต่อไป ซึ่งบริการข้อมูลเชิงลึกนี้คุณสามารถใช้บริการ Customer Match product ของทาง Google เพื่อที่จะมองหาข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่จะช่วยทำให้โฆษณาสื่อไปถึงธุรกิจของคุณได้อย่างตรงใจผู้รับชมมากที่สุด

2.เพิ่มประสิทธิภาพด้วยคำสั่งเสียง

รู้หรือไม่ว่าอุปกรณ์ค้นหาด้วยคำสั่งเสียงของทางGoogle ได้รับความนิยมใช้งานภายในครัวเรือนสูงถึง 55 เปอร์เซ็นต์  เพราะสามารถให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน เพียงแค่ใช้คำสั่งเสียง Google ก็จะทำการค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องการออกมาทั้งหมด ดังนั้นคุณจึงควรทำโฆษณาที่สามารถใช้งานร่วมกับคำสั่งเสียงของทาง Google ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนเนื้อหาโฆษณาบน googleให้ตรงต่อคำสั่งเสียงของผู้คนมากขึ้น เพราะปกติแล้วเวลาทำโฆษณาต่างๆ บนโลกออนไลน์ คนส่วนใหญ่มักจะใช้ Keyword หลักเพื่อทำให้โฆษณาเท่านั้น แต่ด้วยความที่ปัจจุบันมีธุรกิจผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งคีย์หลักและคีย์รองเริ่มใช้งานได้ผลน้อยมากขึ้น คุณจึงควรปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นคีย์หลักที่พ้องกับการใช้งานระบบเสียง เพื่อทำให้โฆษณาบนgoogleของคุณไปปรากฏบนหน้า Google ได้ง่ายขึ้น เช่น “ร้านอาหารไทยที่อยู่ใกล้ที่สุด” หรือ “ร้านขายของแมวออนไลน์ราคาถูก” เป็นต้น โดยในข้อความให้เน้นคำหลักอย่างเช่น “ร้านอาหารไทย” “ใกล้ที่สุด” หรือ “ร้านขายของแมว” “ราคาถูก” ประโยคเหล่านี้นอกจากจะทำให้การค้นหาด้วยเสียงเลือก โฆษณาของคุณมาปรากฏได้ง่ายแล้ว ยังช่วยทำให้การค้นหาตามปกติค้นหาได้ง่ายกว่าเดิมด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะละทิ้งคีย์หลักออกไป แต่ให้คุณใช้ร่วมกันไปอย่างกลมกลืน ถ้าเลือกเป็นการทำ Content ควรมีความยาวที่เหมาะสม ใช้ถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติที่สุด เพื่อให้ถูกตามหลักอัลกอริทึมของทาง Google

3.คิดคีย์หลักให้ได้

เมื่อคุณรู้แล้วว่าระบบคำสั่งเสียงของGoogle สามารถใช้งานร่วมกับคีย์หลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคุณควรเจาะลึกและกำหนดคีย์หลักของตัวเองให้ตรงกับธุรกิจและเป้าหมายให้ได้ ซึ่งอินเตอร์เฟสโฆษณาของ Google จะเป็นตัวช่วยเจาะลึกข้อมูลของเป้าหมายที่คุณต้องการ เพื่อให้คุณได้เรียนรู้พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายตัวเองให้ได้มากที่สุด ภายใน Googleจึงมีเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ค้นหาคีย์ที่ตรงต่อพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยการค้นหานี้ไม่ใช่แค่เพียงหา Keyword เท่านั้น แต่จะเป็นการหาคีย์คุณภาพที่ใช้งานร่วมกับธุรกิจของคุณได้อย่างดีเยี่ยม แต่ทั้งนี้คุณจะต้องทำโฆษณาของตัวเองให้ออกมามีคุณภาพด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการโปรโมทที่จะนำพาคุณต่อยอดไปได้อย่างหลากหลายอีกด้วย

4.เลือกใช้ Smart Campaigns

            โฆษณาบน googleจะมีตัวเลือกในการสร้างแคมเปญอัจฉริยะ หรือ Smart Campaign ที่จะช่วยทำให้การสร้างโฆษณาของคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถกำหนดเป้าหมายของผู้ชมแบบเฉพาะเจาะจงได้ง่ายขึ้น  เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลรวมภาพของธุรกิจ, ที่อยู่ และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจทั้งหมดไว้ภายใน Template โฆษณาบนgoogle จะเกิดเป็นการพิจารณาบัญชี CTR และCVR ของคุณแบบอัตโนมัติ อัลกอริทึมของ Google จะทำการเข้าค้นหาและคัดสรรผู้ชมที่เหมาะสมกับข้อมูลของคุณมากที่สุด เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณรักษาระดับการเจริญเติบโตได้อย่างมั่นคง  โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าคอนฟริคใหม่ให้วุ่นวาย

5.กำหนดเป้าหมายให้โฆษณา

เมื่อคุณมีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงที่ได้มาจากGoogle แล้ว สิ่งที่คุณควรทำ คือ โฆษณาบน googleที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ โดยที่คุณจะต้องออกแบบโฆษณาที่เต็มไปด้วยสินค้าหรือบริการที่น่าสนใจ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจของผู้เข้าชมที่คุณได้รับจาก Google ไปเป็นตัวช่วยสร้างโฆษณา เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มุ่งมาสู่เว็บไซต์ของคุณง่ายขึ้นหรือเมื่อมองเห็นโฆษณาแล้วรู้สึกสนใจ จนยอมคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่ายดาย

6.นำเสนอโปรโมชั่นผ่านโฆษณา Google

การนำเสนอโปรโมชั่น ที่น่าสนใจผ่านทางโฆษณาจะช่วยทำให้ผู้ที่เห็นโฆษณารู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ที่สำคัญคือคุณควรผูกการแปลภาษาของ Google ไว้ในโฆษณาด้วยเช่นกัน เพราะโปรแกรมการแปลภาษาจะช่วยดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามาสู่ร้านค้าของคุณได้อีกด้วย การมองหาสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์นั้น จะเป็นไปอย่างกว้างขวางและไร้พรมแดน ดังนั้นเพียงแค่คุณออกแบบโฆษณาบน googleที่น่าสนใจ ใส่โปรโมชั่นเด็ดที่ทำให้เห็นแล้วอยากคลิก พร้อมด้วยการแปลภาษาแบบครบครัน ก็จะทำให้คุณสามารถสร้างความโดดเด่นให้กับโฆษณาบน googleของตัวเองและสามารถเพิ่มยอดการขายได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย

6 Google Ads Trend นี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้โฆษณาบน googleของธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วขึ้น พร้อมต่อสู้กับบรรดาคู่แข่งได้ดีกว่าเดิม ทำให้แบรนด์ของคุณแข็งแกร่ง ทั้งยังทำให้คุณได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง จนสามารถทำให้โฆษณาที่สื่อออกมา ตรงใจกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด เรียกได้ว่า Google Adsในยุคนี้ให้ทั้งประโยชน์ต่อตัวธุรกิจและให้ความรู้ต่อผู้ทำโฆษณาอีกด้วย ซึ่งถ้าเว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้ทำ Google Adsเพื่อช่วยให้เว็บไซต์น่าสนใจยิ่งขึ้นอยู่ เราขอแนะนำ เอเจนซี่ Minimice Group ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ Google Adsโดยเฉพาะให้แก่คุณ ซึ่งคุณสามารถทำความรู้จักพวกเขาเพิ่มเติมได้ทาง www.minimicegroup.comและwww.facebook.com/minimicegroup/

6 รูปแบบ สุดเจ๋ง! ของ Google Ads ที่ช่วยให้โฆษณาของคุณไม่เหมือนใคร

ปัจจุบันการทำโฆษณาออนไลน์มีหลายแบบให้ได้เลือกทำกัน เพื่อให้เข้ากับสินค้าบริการและแบรนด์ของคุณ ซึ่งเครื่องมือ Google Adsก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในยุคนี้ เพราะเป็นเครื่องมือที่มีความหลากหลายในการทำงาน การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสามารถแสดงความเป็นตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งดึงความโดดเด่น แปลกตา ไม่เหมือนใครออกมาได้โดยการใช้ข้อความโฆษณาที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำGoogle Adsซึ่งเป็นจุดได้เปรียบของการทำโฆษณาออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ

เมื่อเราเห็นความเจ๋งของการลงโฆษณาGoogle Adsกันแล้ว ก็มาเรียนรู้กันดีกว่าว่าGoogle Adsมีกี่รูปแบบที่เป็นตัวช่วยให้โฆษณาของคุณถูกใจผู้บริโภค โดยมีทั้งหมด6รูปแบบ ดังนี้

1.Google Search Ads

การทำโฆษณารูปแบบนี้ เน้นการค้นหาบนหน้าแรกของGoogleโดยจะปรากฏขึ้นที่หน้าแรกทันทีหลังมีการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ โดยใช้วิธีการลงโฆษณาจากการใช้คีย์เวิร์ดในการแสดงผลเพื่อใช้ค้นหาเว็บไซต์ของสินค้าเหล่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะสามารถเข้าถึงลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริงๆได้ค่อนข้างดี และเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

2.Google shopping

การทำโฆษณาบนหน้ากูเกิล ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายอย่างรวดเร็วหลังจากมีการค้นหาจากคีย์เวิร์ดของสินค้านั้นๆและสามารถกดคลิกซื้อได้ทันทีหลังตัดสินใจ โดยจะบอกรายละเอียดและข้อมูลต่างๆของสินค้าพร้อมราคาเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบกับสินค้าเจ้าอื่นๆได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของการทำ Google shoppingคือเราค่อนข้างจะได้กลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ ที่ต้องการสินค้าของเราจริงๆ โดยวิธีนี้ทางระบบของ Googleจะช่วยดึงรูปสินค้า และข้อมูลไปแสดงให้เองโดยอัตโนมัติ

3.Google display network(GDN)

หรือบางคนเรียกสั้นๆว่า “GDN”  ก็คือการทำโฆษณาที่เป็นรูปแบบของแบนเนอร์ ซึ่งจะแสดงที่หน้าเว็บไซต์ โดยสามารถปรากฏได้หลายตำแหน่งบนหน้าเว็บไซต์ อาจอยู่ทางด้านบน ด้านข้าง ด้านล่างก็ได้ โดยGoogle display network(GDN) จะมีประเภทหลักๆ ดังนี้

  • Text Adsการโฆษณาในรูปแบบใช้ตัวอักษรเป็นหลัก เน้นการเขียนคำโฆษณาเพื่อใช้ดึงดูดลูกค้า
  • Image/Banner Ads การโฆษณาในรูปแบบใช้รูปภาพ โดยใช้สกุลภาพยอดนิยมต่างๆ ทั้ง png./jpg./gif./jpeg.เป็นต้น ซึ่งแต่ละเว็บไซต์จะกำหนดขนาดหรือรูปแบบที่ให้ทำโฆษณาได้แตกต่างกัน

4.Youtube Advertising

โฆษณาที่ขึ้นมาในYoutube ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาภายในของคลิปวิดีโอ หรืออาจโผล่อยู่ด้านล่างหรือด้านข้าง แสดงเป็นแบนเนอร์ขึ้นมาตอนขณะกำลังรับชมคลิปวิดีโอก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาที่ขึ้นมา5วินาที หรือโฆษณาที่ขึ้นมาระหว่างการชมคลิปนั่นแหละ โดยรูปแบบนี้ค่อนข้างได้เห็นกันบ่อยๆและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ค่อนข้างดี

5.Google App Universal

โฆษณาที่ช่วยกระตุ้นให้คนสนใจดาวน์โหลดและติดตั้ง Applicationซึ่งจะแสดงโฆษณาบนที่ต่างๆ เช่น Google play,Google search,Youtubeเป็นต้น หรือบนเว็บไซต์เครือข่ายของกูลเกิลก็ได้ โฆษณารูปแบบนี้ช่วยให้สะดวกง่ายต่อการติดตั้งตัวApplicationต่างๆของแบรนด์สินค้าที่มีแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเอง

6.Google Remarketing

เป็นรูปแบบการโฆษณาที่ต้องการย้ำความสนใจของลูกค้า สำหรับลูกค้าที่อาจเคยเข้ามาดูสินค้าของเราหรือมีความสนใจแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อในทันที โดยรูปแบบนี้ของ Google Adsจะทำให้ลูกค้าเห็นโฆษณาสินค้าของเราเรื่อยๆ ซึ่งจะถูกแสดงบนหน้า Google platformต่างๆที่เป็นเครือข่ายของทางกูลเกิล เช่น Youtube,Gmail เป็นต้น รูปแบบนี้มักจะสามารถปิดการขายให้กับเจ้าของแบรนด์ได้เป็นอย่างดีเพราะส่วนใหญ่ลูกค้าที่ได้รับโฆษณาในรูปแบบนี้จะต้องเคยสนใจสินค้าของเรามาก่อนด้วย

เมื่อเราเรียนรู้รูปแบบของGoogle Adsกันครบทั้ง6รูปแบบกันแล้ว ทีนี้การเลือกลงทุนทำโฆษณาก็จะง่ายขึ้น คุณจะสามารถเลือกรูปแบบโฆษณาที่ตรงกับความต้องการและแบรนด์สินค้าของคุณได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายให้กับทุกอย่างที่อาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถ้าหากคุณไม่แน่ใจหรือยังลังเล คุณก็สามารถเข้ามาใช้บริการหรือรับคำปรึกษากับทางเราMinimice groupซึ่งเราเป็นเอเจนซี่รับทำการตลาดออนไลน์ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของลูกค้าให้มากที่สุด พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ Google Ads, SEO,ออกแบบเว็บไซต์, Social media platformต่างๆ ที่จะช่วยให้การทำโฆษณาของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นโดยสามารถ รับข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.minimicegroup.comและwww.facebook.com/minimicegroup/

Personalized + Google ads เสริมประสิทธิภาพในการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้โดนใจมากขึ้น

Personalized Marketing คือ การตลาดที่นำความต้องการของลูกค้ามาเป็นที่ตั้ง จนกลายเป็นการตลาดรุ่นใหม่ที่เน้นเรื่องเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า โดยการเข้าใจนี้จะเจาะจงลงไปเป็นรายบุคคล เพราะคนในยุคนี้มีตัวเลือกมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องยึดติดที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเท่านั้น การทำให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ที่จะทำให้ลูกค้าหันกลับมาหาสินค้าของคุณ และซื้อใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การตลาดแบบ Personalized จึงถูกนำมาร่วมใช้งานในการตลาดออนไลน์ เพื่อดึงลูกค้าให้อยู่กับคุณได้นานที่สุด ซึ่งการจะทำให้ Personalized Marketing เกิดประสิทธิภาพที่ดี และสามารถนำพากลุ่มเป้าหมายมาถึงสินค้าคุณได้อย่างตรงจุด ต้องทำงานร่วมกับ Google Ads เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น การทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ระบบนี้จะทำให้เกิดการตอบโจทย์ที่ดีได้อย่างไร ลองมาดูรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ความสอดคล้อง

Personalized Marketing คือ การตลาดที่กระตุ้นให้ลูกค้าได้รับรู้การมีอยู่ของสินค้าที่ดีที่สุดด้วยระบบการแจ้งเตือนเรื่องสินค้าใหม่ สินค้าที่น่าสนใจ สินค้าขายดี และสินค้าที่กำลังจัดโปรโมชั่นต่างๆ ทำให้ลูกค้าไม่พลาดต่อสินค้าทุกประเภทที่คุณต้องการนำเสนอ ดังนั้นเมื่อใช้งานร่วมกับ Google Ads ที่เป็นตัวช่วยโปรโมทสินค้าแบบทรงพลัง จึงทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกันมากขึ้น เช่น เมื่อสินค้าใหม่เข้ามา การตลาด Personalized จะเริ่มส่งข้อความเตือนไปสู่ลูกค้าพร้อมลิงค์สินค้า ส่วนโฆษณาของ Google นั้นจะนำแบนเนอร์โฆษณาสินค้าใหม่ของคุณออกไปโปรโมทตามเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ตามแคมเปญที่คุณเลือกไว้ ทำให้กลายเป็นการแจ้งเตือน 2 ด้าน ที่ทำให้ลูกค้าติดตาและช่วยกระตุ้นความสนใจได้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เมื่อทั้ง 2 ระบบนี้ทำงานสอดคล้องกัน คุณจะเห็นได้ว่าแรงกระตุ้นในการซื้อสินค้าจะมีสูงขึ้นมากเลยทีเดียว

2. พาลูกค้าสู่จุดหมายปลายทางได้สะดวก

โฆษณาของ Google จะนำพาลูกค้าใหม่ไปสู่จุดหมายปลายทางได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น เพราะแต่ละแคมเปญจะถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้เหมาะสมต่อการโปรโมทของแต่ละธุรกิจมากที่สุด ดังนั้นถ้าคุณต้องการตรงเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น จึงควรเลือกแคมเปญโฆษณาของ Google ให้เหมาะสม พร้อมนำการตลาด Personalized มาเป็นตัวช่วยทำให้โฆษณาออกมาน่าสนใจและสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น เพราะ Personalized จะมีข้อมูลของผู้ซื้อที่ค่อนข้างละเอียดอยู่ในมือ จึงควรนำประโยชน์นี้มาร่วมใช้งานกับโฆษณาของ Google เพื่อป้อนข้อมูลเด่นของสินค้าให้เข้าถึงผู้ซื้อใหม่ได้มากที่สุด

3. เข้าถึงความต้องการได้ดี

การตลาดแบบ Personalized จะเน้นการให้ประสบการณ์แก่ผู้ซื้อแบบรายบุคคล ทำให้เกิดความประทับใจและความต้องการกลับมาซื้อใหม่อีกครั้ง ดังนั้นถ้าใช้งานร่วมกับ Google Ads ที่เป็นตัวช่วยโปรโมทสินค้าแบบตรงจุดและช่วยขยายชื่อเสียงแบรนด์ให้กว้างขึ้น คุณจะสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น เพราะภายในบัญชีโฆษณา Google จะมีรายละเอียดของการคลิก Keyword , การวิเคราะห์คีย์ และการให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในเรื่องของการโปรโมทโฆษณาที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของคุณพัฒนาวิธีการนำเสนอที่เข้าถึงลูกค้าใหม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

4. Keyword มีประสิทธิภาพ

เมื่อdk Personalized คือ การตลาดที่เน้นทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดี จึงทำให้มีข้อมูลของลูกค้าอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสนใจ กลุ่มอายุ กลุ่มอาชีพ และรายละเอียดต่างๆ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อที่จะมองหา Keyword ที่เหมาะสมต่อตัวธุรกิจมากที่สุด ดังนั้นการทำงานร่วมกันระหว่าง Personalized และโฆษณาของ Google จึงจะช่วยทำให้ Keyword ที่ถูกเลือกออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะรูปแบบการตลาด Personalized จะสามารถเข้าถึงตัวลูกค้าได้ดีที่สุด จึงสามารถที่จะดึง Keyword สำคัญของสินค้าให้ออกมาตรงต่อกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้สูง ดังนั้นถ้ารวมกันระหว่าง Personalized และโฆษณาของ Google ธุรกิจของคุณย่อมมี Keyword ที่สามารถสร้างประสิทธิภาพของยอดขายได้มากขึ้นกว่าธุรกิจที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน

5. เก็บรายละเอียดได้ดีขึ้น

การตลาดแบบ Personalized จะเป็นการเก็บข้อมูลของลูกค้าที่ค่อนข้างละเอียด เพราะจำเป็นจะต้องทำให้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่เกิดความพึงพอใจต่อการนำเสนอโฆษณาและตัวสินค้ามากที่สุด เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับโฆษณาของ Google จะยิ่งทำให้คุณสามารถเก็บรายละเอียดของลูกค้าได้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ซึ่งรายละเอียดของลูกค้านั้นถือว่ามีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเสนอโฆษณา การขายสินค้า การพัฒนาสินค้าใหม่ และ การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดในอนาคต ดังนั้นการใช้งานร่วมกันของ Personalized และโฆษณาจาก Google จึงถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คุณมีข้อมูลของลูกค้าที่อาจจะเหนือกว่าคู่แข่งอีกด้วย

6. ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

การตลาดแบบ Personalized กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในกลุ่มการตลาด เพราะเป็นตัวช่วยที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ซื้อ พร้อมการเข้าตรงถึงความต้องการของผู้ซื้อแบบรายบุคคล เมื่อนำไปใช้อย่างถูกวิธีจะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบรวดเร็วทันใจ พร้อมพาให้เป้าหมายของธุรกิจไปสู่จุดสำเร็จได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ดังนั้นการใช้งานร่วมกับ Google Ads จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะดันให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้เร็วมากขึ้นเป็นเท่าตัว

ถ้าคุณเป็นธุรกิจหนึ่งที่ต้องการจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าแบบตรงจุด สามารถนำเสนอโฆษณาให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายและสามารถเพิ่มยอดขายได้จริง ไม่เปลืองค่าโฆษณาหรือไม่ต้องใช้งบประมาณในการโปรโมทมากจนเกินไป คุณควรนำการตลาดแบบ Personalized มาผสมผสานเข้ากับ Google Ads เพื่อทำให้คุณได้รับประโยชน์ต่อการใช้งานของทั้งสองระบบนี้มากที่สุดและนำพาธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จแบบรวดเร็วอีกด้วย

คุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของบริษัทรับทำ Google Ads โดยตรง ได้ทาง www.minimicegroup.com และ www.facebook.com/minimicegroup/

“3 ทริค”เพิ่ม Quality score ช่วยให้ Google Ads ประสบความสำเร็จ!

การทำ Google Ads ให้ได้รับความมสนใจและประสบผลสำเร็จนั้น มีองค์ประกอบค่อนข้างหลายอย่าง ซึ่งการทำ Quality Score ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการทำให้ Google Ads โดยตรง โดยจะมีวิธีการทำหลายแบบ ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำ3ทริคง่ายๆที่คุณสามารถเอาไปเป็นตัวช่วยทำให้คะแนน Quality Score เพิ่มสูง ซึ่งจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายในการทำ Google Ads ลดลงได้ด้วย มาดูทริคที่เราแนะนำกันดีกว่า

  1. เน้นคะแนน CTR (Click Through Rate)

ค่า CTR ย่อมาจาก Click Through Rate หรืออัตราการคลิ๊กของโฆษณา ซึ่งใช้วัดคุณภาพของโฆษณาในการทำ Google Ads โดยถ้าค่านี้สูงแสดงให้เห็นว่า ผู้คนให้ความสนใจต่อโฆษณาของเราสูงเช่นกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คะแนน Quality Score สูง ทำให้ราคาในการแข่งขัน (Bid) ถูกลงและอันดับหน้า Google ก็จะมีโอกาสสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเราจะขอแนะนำทริคในการช่วยเพิ่มค่า CTR ดังนี้

  • การใช้ Keywords ที่ครอบคลุมต่อสินค้าหรือบริการของแบรนด์นั้นๆ มีทั้งแบบที่ใช้คำกว้างๆโดยจะมีค่า CTR ที่ไม่สูงมาก แต่ถ้าใช้คำแบบเฉพาะเจาะจงค่า CTR ค่อนข้างจะสูงแต่มีโอกาสที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายตรงๆได้มากกว่า
  • คำโฆษณาที่ใช้ใน Google Ads ควรจะมีคำที่ช่วยดึงดูด เรียกความสนใจของคนเข้ามาค้นหาจากคีย์เวิร์ดได้ดีกว่า เช่น “รองเท้า ลดราคา” หรือ “ห้องพัก โปรโมชั่นต่างๆ” เป็นต้น

 

2. Landing Page เน้นคุณภาพ

แม้ว่าการทำ Google Ads จะเน้นการเล็งคำคีย์เวิร์ดเพื่อมาใช้ในการสร้างโฆษณาเป็นหลัก แต่มันก็ไม่ได้เป็นองค์ประกอบเดียวที่ช่วยให้ค่า Quality Score สูงขึ้นได้ ยังมีอีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญด้วยนั่นคือการทำ Landing Page ซึ่งเจ้า Landing Page ก็คือหน้าของเว็บไซต์เรานั่นแหละ คนที่กดเข้ามาในเว็บไซต์ก็จะเจอเป็นอย่างแรก และ Landing Page ก็เป็นอีกตัวที่จะช่วยให้คะแนนของ Quality score เพิ่มขึ้นได้ โดยมีทริคแนะนำง่ายๆ ดังนี้

  • Landing Page ที่ดี ควรว่องไว การเข้าสู่หน้าเว็บไซต์แล้วโหลดรวดเร็ว ไม่ซับซ้อน
  • Landing Page ที่ดีควรมีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ใช้ทำ Google Ads
  • การใช้Keywords ใส่ลงในส่วนต่างๆ ของ Landing page ทั้ง Meta Tags, เนื้อหา, บทความ เพื่อให้ Google รู้ว่าหน้าเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร ยิ่งข้อมูลชัดเจน ลงลึก คะแนน Quality Score ยิ่งจะเพิ่มขึ้น

3. Keywords และ Text Ad เกี่ยวข้องกัน

Text Ad คือ ข้อความที่ใช้ทำโฆษณา (Google ads) ข้อความโฆษณาที่ดีควรใช้คีย์เวิร์ดให้สอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกับโฆษณาที่ลง โดยการพยายามใส่คีย์เวิร์ดเกี่ยวกับเว็บไซต์ สินค้าหรือบริการที่เราเล็งด้วย เพื่อให้ Google เข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อ ยิ่งถ้ามีความเกี่ยวข้องกันมากเท่าไหร่ Google จะยิ่งเข้าใจได้ง่าย ก็จะมีโอกาสที่ Quality Score จะเพิ่มสูงขึ้น

  • การใส่ Keywords ใน Headline เพื่อใช้ทำ Google Ads ยิ่งถ้าคีย์เวิร์ดชัดเจนจะยิ่งทำให้โอกาสที่จะถูกคลิ๊กยิ่งเพิ่มขึ้น คะแนน Quality Score ก็จะยิ่งขึ้นด้วย
  • Keywords ที่ใช้ควรจะมีในหน้าแรกของเว็บไซต์ยิ่งอยู่บน Headline ยิ่งดี เมื่อมีคนคลิ้กเข้าไปจะได้เห็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งแรก เพราะคนที่เลือกคลิ้กเข้ามาเขาจะได้รับการดึงดูดจากโฆษณาและจะมีความคาดหวังว่า เมื่อเข้ามาเว็บไซต์จะเจอในสิ่งที่เขาสนใจทันที
  • ข้อความที่ใช้ทำ Google ads ควรดูเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้เห็นภาพเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอได้ง่ายขึ้น เช่น การใส่จำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการต่อปี, การระบุราคาที่แน่นอน เป็นต้น

การทำโฆษณา Google ads และให้ได้คะแนน Quality Score สูงนั้น อาจจะดูไม่ยากเท่าไหร่ แต่เมื่อลงมือทำจริงๆแล้วค่อนข้างมีขั้นตอนที่เยอะและหลายส่วนพอสมควร คนที่ไม่ค่อยถนัดการทำการตลาดออนไลน์แบบนี้อาจจะมึนได้ และไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จในการทำเช่นกัน เพราะฉะนั้นคุณควรหาเอเจนซี่ที่รับทำ Google ads ที่มีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์เพื่อจับทางคู่แข่งและตลาดได้ถูกทาง ซึ่งเราทาง Minimice Group  เอเจนซี่รับทำ Online Marketing ของประเทศไทย ยินดีให้คำปรึกษาและพร้อมดูแลธุรกิจของคุณไปด้วยกัน

ข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.minimicegroup.com และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/minimicegroup/

แคมเปญภายใน Google Ads คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้แค่ไหน?

แคมเปญภายใน Google Ads คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้แค่ไหน?

Google Ads กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางการตลาดที่ช่วยให้การโปรโมทสินค้าหรือบริการบนโลกออนไลน์มีประสิทธิภาพ เป็นที่รู้จัก เกิดการแพร่หลาย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น Google Ads จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้รับความนิยมสูงของกลุ่มธุรกิจต่างๆ แม้ว่าจะต้องแลกมากับการจ่ายเงินค่าโฆษณาก็ตาม ซึ่งหนึ่งในวิธีการใช้งานโฆษณาของ Google จะมีการให้เลือกแคมเปญที่มีอย่างหลากหลาย ทำให้ผู้ที่เป็นมือใหม่หลายคนรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าแคมเปญคืออะไร? ควรใช้หรือไม่? และช่วยธุรกิจของคุณได้แค่ไหน? ถ้าคุณต้องการคำตอบ เพียงแค่มาอ่านบทความนี้ รับรองว่าคุณต้องเข้าใจแน่นอน

Google Ads มาจาก Google Adword ที่ผ่านการรีแบรนด์ใหม่เพื่อให้ดูง่ายต่อความเข้าใจมากขึ้น เพราะเครื่องมือภายในถูกปรับให้ทำงานด้านการโปรโมทที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงเครื่องมือย่อยเดิมๆ ไว้อย่างครบครัน โดยเฉพาะการใช้งานแคมเปญ Google ที่ถือว่าเป็นเครื่องมือเด็ดที่คนทำโฆษณาเพื่อธุรกิจจำเป็นต้องทำความรู้จักไว้ เพราะแคมเปญคือการเลือกชุดโฆษณาที่จะถูกจัดไว้เป็นหมวดหมู่ พร้อมให้ผลลัพธ์ที่มีความสอดคล้องกันกับธุรกิจที่คุณทำอยู่ จึงทำให้โฆษณาที่ทำออกมาสามารถสร้างยอดขายหรือดึงผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่ละแคมเปญนั้นจะมีฟีเจอร์และการตั้งค่าเฉพาะให้ ผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจจึงสามารถที่จะเข้ามาปรับแต่งหรือเปลี่ยนแปลงตัวโฆษณาได้เสมอ ถ้าคุณสามารถเข้าใจรายละเอียดของแคมเปญที่ทำอยู่ได้อย่างชัดเจน ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสของการสร้างยอดขายที่ดีได้อย่างแน่นอน โดยรูปแบบแคมเปญโฆษณาของ Google Ads ที่จะช่วยพาให้ธุรกิจของคุณแพร่หลายมากขึ้น คือ

1. รูปแบบการค้นหา

รูปแบบของการค้นหาจะถูกเรียกว่า Search Ads ที่จะเป็นการใช้การค้นหาผ่านบน Google ดังนั้นจึงเกิดเป็นการทำโฆษณาด้วยการใช้ Keyword หลักเป็นตัวสำคัญในการทำให้เกิดการค้นหา โดยโฆษณานี้จะไปปรากฏขึ้นเป็นโฆษณาอันดับ 1-5 บนหน้าแรกของ Google แต่จะปรากฏได้จะต้องมี Keyword ที่ตรงต่อตัวธุรกิจ วิธีนี้ถือว่าใช้แนวทางเดียวกับการทำ seo แต่จะมีความพิเศษที่จะมีส่วนขยายคำโฆษณาของคุณที่มากขึ้นและมีลิงค์เตรียมพร้อมไว้ให้ จึงทำให้ดูครบครันกว่าการทำ seo ซึ่งการที่คุณจะขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ได้นั้นจะต้องมีการประมูล Keyword ก่อน จึงจะสามารถทำให้โฆษณาธุรกิจของคุณขึ้นไปอยู่อันดับแรกๆ ของ Google ได้อย่างโดดเด่น

2. รูปแบบ Google Display Ads

รูปแบบนี้ถูกเรียกว่า Google Display Ads ที่จะเป็นการแสดงผลโฆษณาในรูปแบบของแบนเนอร์ที่จะมีทั้งรูปภาพและ Text Ads ที่จะสื่อถึงคำโฆษณาสินค้าและบริการของคุณได้อย่างชัดเจน จากนั้น Google จะทำการส่งแบนเนอร์โฆษณาของคุณไปสู่เว็บไซต์พันธมิตรเพื่อไปปรากฏบนหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ โดยจะอยู่ในจุดที่เหมาะสม ทำให้โฆษณาเป็นที่ติดตาผู้คนมากขึ้น โดยจะมีหลายขนาดให้คุณเลือก ต้องยอมรับว่า Google Display Ads ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของธุรกิจต่างๆ เพราะสามารถเข้าไปติดโฆษณาภายในเว็บไซต์ที่มียอดการเข้าชมสูงและกระจายโฆษณาไปได้อย่างทั่วถึง

3. รูปแบบ Keywords

สำหรับรูปแบบนี้จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ Google Shopping Ads ที่คุณจะต้องใส่รายละเอียดของสินค้าควบคู่ไปกับรูปภาพและคำโฆษณา จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ Keywords เป็นตัวนำทาง โดยคีย์จะต้องเกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณมากที่สุด เพื่อให้ผลการค้นหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4. รูปแบบโฆษณา YouTube

หนึ่งในความโดดเด่นของแคมเปญ Google คือการนำตัวโฆษณาไปปรากฏอยู่บนวีดีโอของ YouTube จึงเพิ่มโอกาสของการกระจายโฆษณาที่กว้างมากขึ้น ทำให้คนดูติดตาได้รวดเร็ว และสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเช่นกัน โดย YouTube นั้นจะนำโฆษณา Google Ads ไปติดไว้ในหน้าคลิปวิดีโอต่างๆ โดยค่าโฆษณาจะถูกแบ่งให้กับทาง YouTube แต่โฆษณาที่ลงไปนั้นจะถูกกำหนดรูปแบบด้วย Google เท่านั้น

5. รูปแบบแอพพลิเคชั่น

โฆษณาในรูปแบบนี้จะปรากฏอยู่บนแอพพลิเคชั่นที่เป็นพันธมิตรกับทาง Google การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปติดตั้ง จึงจะมีโฆษณาของ Google ติดไปด้วย เช่น แอพพลิเคชั่นแต่งภาพที่เมื่อใช้ไปสักพักจะมีโฆษณาของ Google ปรากฏเป็นโฆษณาขนาดเล็กที่ด้านล่าง, ด้านข้าง หรือปรากฏหลังจากจบการใช้งานแล้ว เป็นต้น แอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมติดตั้งโฆษณาของ Google จะมีทั้ง YouTube , แอปพลิเคชั่นแต่งภาพที่คนนิยม และเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องสมาร์ทโฟน จึงทำให้เกิดความแพร่หลายได้ง่ายและยังติดตาได้ดีอีกด้วย

6. รูปแบบ Re-Marketing

โฆษณาในรูปแบบนี้เจ้าของโฆษณาจะต้องเป็นคนกำหนดกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวคุณเอง โดยที่คุณสามารถใส่ทั้งเบอร์โทรศัพท์, ลิงค์ของเว็บไซต์ที่จะนำทางไปหาธุรกิจของคุณ และใส่ข้อมูลต่างๆ ที่จะกลายเป็น Call To Action กลับมาหาธุรกิจของคุณ ความเด่นของการทำโฆษณาแบบ Re-Marketing คือสามารถไปปรากฏบนหน้า Google ปกติและ Google Map ที่คุณกำหนดได้ด้วยตัวเองทั้งหมด

แคมเปญของ Google Ads ทั้ง 6 รูปแบบนี้จะเป็นตัวช่วยทำให้โฆษณาธุรกิจของคุณตรงเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงใจมากขึ้น พร้อมทำให้โฆษณาโปรโมทของคุณกระจายออกไปกว้างมากที่สุด ทำให้ผู้คนรู้จักและติดตาอย่างรวดเร็ว จึงถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่า สามารถเพิ่มยอดขายและต่อยอดไปสู่การขายที่หลากหลายมากขึ้นได้อีกด้วย

คุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของบริษัทรับทำ Google Ads โดยตรง ได้ทาง www.minimicegroup.com และ www.facebook.com/minimicegroup/

บรรลุเป้าหมายด้วย 5 วิธีใช้ Google Ads เพื่อให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

บรรลุเป้าหมายด้วย 5 วิธีใช้ Google Ads เพื่อให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

Google Ads คือ ตัวช่วยสำคัญของธุรกิจที่กำลังต้องการลุยตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ต้องการให้เว็บไซต์หรือเพจของตัวเองติดอันดับต้นๆ ของ Google เร็วที่สุด พร้อมไปด้วยโอกาสของการสร้างยอดขายที่ดีได้แบบไม่ต้องรอนานจนเกินไป รวมไปถึงผู้ที่ต้องการพาเว็บไซต์ธุรกิจของตัวเองไปสู่เป้าหมายโดยไม่ต้องพึ่งพาการทำ SEO ที่อาจจะดูว่าเข้าใจได้ยากกว่า แต่ก็ใช้ว่าการใช้โฆษณาของ Google จะเข้าถึงเป้าหมายได้ง่ายและตรงกลุ่มเสมอไป ดังนั้นจึงควรรู้ถึงวิธีการบรรลุเป้าหมายของการใช้โฆษณาของ Google ทั้ง 5 วิธีดังต่อไปนี้

1. ค้นหาคีย์หลักทรงประสิทธิภาพ

คีย์หลักทรงประสิทธิภาพจะช่วยดันให้โฆษณา Google Ads ของคุณแพร่หลายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องตามหาคีย์หลักที่ช่วยดันให้โฆษณาธุรกิจของคุณไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างตรงใจที่สุด โดยเครื่องมือที่มักจะถูกใช้เพื่อทำการค้นหา Keyword ที่ดีที่สุดให้กับสินค้าหรือบริการ คือ Keyword Planner และ Google Trends ที่จะเป็นตัวช่วยมองหา Keyword ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด พร้อมไปด้วย การมอบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวคีย์เพื่อให้คุณได้นำไปวิเคราะห์ ที่สำคัญคือเมื่อคุณนำไปใช้งานแล้วจะมีการติดตามข้อมูลของทางเครื่องมือ Google ที่จะเป็นตัวช่วยทำให้คุณสามารถนำมาตัดสินใจว่าควรใช้ต่อไปหรือไม่ ดังนั้นการใช้เครื่องมือทั้ง 2 แบบนี้จึงถือว่าว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คีย์หลักที่คุณตามหาออกมาตรงใจและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

2. เลือกประเภทคีย์ให้เหมาะสม

สำหรับประเภทของ Keyword นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ Generic Keywords จะมาในรูปแบบของคำค้นหากว้างๆ จะไม่มีการเจาะจงชัดเจน แต่จะมุ่งเน้นไปที่ความสนใจของผู้ค้นหาเป็นหลัก, ประเภท Branded Keyword เป็นการค้นหาแบบเจาะจงชื่อแบรนด์ลงไปตรงๆ คีย์ลักษณะนี้คุณจะต้องมั่นใจว่าแบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักมากพอที่จะทำให้คนอยากเข้ามาค้นหา, ประเภท Long-Tail Keyword คือ รูปแบบของการเจาะจงมากขึ้น จึงออกมาในรูปแบบคีย์ที่ค่อนข้างยาว แต่สามารถเจาะคีย์ให้ลงลึกมากขึ้นกว่าเดิมและประเภท Competitor Keyword หรือการนำคีย์ของทางคู่แข่งมาเป็นตัวช่วยในการสร้างคำค้นหา พูดง่ายๆ ว่าเป็นการดึงกลุ่มเป้าหมายจากตัวคู่แข่งมาสู่ตัวคุณเอง ซึ่งทั้ง 4 รูปแบบ Keyword นี้จะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นถ้าคุณต้องการทำให้ธุรกิจของตัวเองมีคีย์ที่เหมาะสม คุณควรเลือกประเภทการใช้งานให้ถูกต้อง เพื่อทำให้ Keyword ที่คุณใช้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3. เรียนรู้การใช้งานเบื้องต้น

ถ้าคุณต้องการได้ Keyword ที่มีคนค้นหาเป็นจำนวนมากและตรงต่อธุรกิจของคุณ ควรศึกษาการใช้งานเบื้องต้นของ Google Ads ให้ดี โดยเฉพาะการใช้ Google Keyword Planner ที่ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในการกำหนดคีย์ที่เหมาะสมต่อตัวธุรกิจของคุณมากที่สุด โดยการใช้งานนั้นจะถูกจัดออกเป็น 2 หมวดหมู่ คือ การเลือกกลุ่ม Keyword ที่มีคนค้นหาเป็นจำนวนมากกับการกำหนดพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการเลือกกลุ่มคีย์ที่มีการค้นหาเป็นจำนวนมาก คือ คีย์แบบง่ายๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ถ้าคุณทำธุรกิจเครื่องสำอาง Keyword จะเป็น รองพื้น, เมคอัพ, เนียนเรียบ หรือปกปิดสูงสุด เป็นต้น และในส่วนที่สองที่เป็นการกำหนดพื้นที่ของเป้าหมายนั้นจะเป็นการใส่ประเทศ, จังหวัด, เขต หรือตำบลที่จะเป็นการเจาะจงลงไปอย่างชัดเจน เพื่อทำให้คุณสามารถกำหนดคีย์ที่ใช้แล้วตรงต่อความต้องการของธุรกิจคุณและตรงต่อจุดหมายปลายทางที่คุณต้องการไปถึงมากที่สุด

4. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

เป้าหมายที่คุณต้องการไปถึงและเป้าหมายในการใช้ Google Ads จะต้องมีอย่างชัดเจน เพื่อทำให้คุณมุ่งตรงไปสู่การมองหา Keyword และรูปแบบการลงโฆษณาที่เหมาะสมต่อธุรกิจ ตรงกับความต้องการของคุณ ที่สำคัญคือเมื่อเป้าหมายของคุณชัดเจนแล้วคุณย่อมมองหาเส้นทางที่ไปสู่จุดแห่งความสำเร็จได้ง่ายมากขึ้น พร้อมการมองหาช่องทางและรูปแบบหรือวิธีการกำหนดที่ถูกทาง ไม่ว่าจะเป็น Keyword , งบประมาณของการลงโฆษณา หรือการจัดการระบบต่างๆ ภายใน Google ก็จะดีมากขึ้นกว่าเดิมและคุ้มค่ามากขึ้น

5. กำหนดงบโฆษณา

เรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องของคนใช้ Google Ads คือ การกำหนดงบประมาณของโฆษณา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องงบบานปลายจนเกินไปและงบประมาณนี้ควรจะต้องทำให้คุณได้ต่อยอดของการขายได้ดีมากขึ้น โดยให้คุณเน้น 4 ส่วนหลักด้วยกัน คือ Search terms การมองหาตีย์ที่คุณต้องการใช้งาน, monthly searches ค่าเฉลี่ยของการค้นหาในแต่ละเดือนที่คุณควรรู้, Competition Keyword ที่คู่แข่งใช้อยู่ และ Suggested bid ค่าใช้จ่ายของ Keyword ต่อการคลิก 1 ครั้ง ซึ่งทั้ง 4 ส่วนนี้จะทำให้คุณได้เรียนรู้ว่า Keyword ที่คุณใช้งานอยู่จะให้ความคุ้มค่ามาก-น้อยแค่ไหนและในระบบของการใช้งานโฆษณา Google จะมีการให้ใส่ช่องงบประมาณที่ชัดเจน เพื่อทำให้คุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเองให้ตรงต่อความต้องการของคุณมากที่สุด ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ควรมองข้ามและควรศึกษาให้ดีก่อนการใส่งบประมาณทุกครั้ง

แม้ว่า Google Ads จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะพาธุรกิจใหม่ไปสู่จุดมุ่งหมายที่เข้าถึงลูกค้าได้ดีและพาธุรกิจให้เป็นที่แพร่หลายได้เร็วที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะใช้งานได้ง่ายเพราะทุกการตั้งค่าภายในโฆษณาของ Google คุณจะต้องเป็นคนจัดการเองทั้งหมด ดังนั้นถ้าไม่อยากพลาด! คุณสามารถนำทั้ง 5 วิธีนี้ไปร่วมใช้กับการตั้งค่าโฆษณา Google ของคุณเพื่อทำให้การใช้งานเครื่องมือนี้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

คุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของบริษัทรับทำ Google Ads โดยตรง ได้ทาง www.minimicegroup.com และ www.facebook.com/minimicegroup/

เผยกลยุทธ์! สร้างโฆษณา google ads ให้โดนใจคนเสิร์ชยิ่งขึ้น

เผยกลยุทธ์! สร้างโฆษณา google ads ให้โดนใจคนเสิร์ชยิ่งขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทำโฆษณาบนโลกออนไลน์ การเลือกใช้ google adsถือว่าเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้โฆษณาของคุณโดนใจคนที่เข้ามาค้นหามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มักจะทำการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการผ่านทาง Google กันอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้างโฆษณาให้ผู้คนหันมาค้นหาเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก โดยจะต้องทำให้ adsหรือโฆษณาของคุณไปถูกตาโดนใจ จนสามารถที่จะดึงให้คนคลิกเข้ามาสู่ตัวเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย วันนี้จึงขอเผยกลยุทธ์! สร้างโฆษณา google adsให้โดนใจคนเสิร์ชยิ่งขึ้นกัน

1.เลือก ads ของ Google ให้เหมาะสม

ก่อนที่คุณจะทำโฆษณาสิ่งที่คุณควรรู้คือads ของ Google มีกี่รูปแบบและแต่ละรูปแบบจะให้ประโยชน์กับโฆษณาของคุณได้อย่างไร เพราะการ ใช้ ads ของ Google จะปรากฏเป็นรูปแบบโฆษณาที่ออกมาอย่างหลากหลาย เพราะสินค้ากับบริการที่มาใช้โฆษณาของทาง Google นั้นมีหลากหลายประเภทเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงควรมองหาโฆษณาให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรายละเอียดของ google adsในแต่ละแบบ มีดังนี้

  • Search Ads คือ รูปแบบของโฆษณาที่เน้นการใช้ keywordเป็นหลัก เจาะกลุ่มของผู้ที่ชอบเข้ามาเสิร์ชหาสินค้าและบริการจาก keywordโดยเฉพาะ ซึ่งโฆษณานี้มักจะเป็นในรูปแบบของ Content ที่มีเพียงแค่ข้อความเท่านั้น โดย Content ที่เป็นข้อความนี้จะต้องมีทั้งHeadline และ Description ที่เหมาะสม ภายในข้อความต้องระบุข้อมูลของสินค้า ราคา และรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน ระบุไว้เพียงแค่ไม่กี่บรรทัด แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ keyword ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าของคุณ ถ้าไม่สามารถใช้เป็น keywordที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้ ก็ควรต้องเป็นแบบใกล้เคียงกับสินค้ามากที่สุด ซึ่งความใกล้เคียงนี้ควรจะต้องบ่งบอกถึงสินค้าของคุณได้อย่างชัดเจน อย่าเลือกคีย์เวิร์ดเป็นแบบ2 แง่ 2 ง่าม เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ เมื่อคุณได้keyword ที่เหมาะสมกับตัวสินค้าแล้ว ระบบ Ads Rank จะช่วยทำให้โฆษณาของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
  • App Adsเป็นรูปแบบโฆษณาที่เหมาะสมกับคนใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะมาในรูปแบบของโฆษณาบนแอพพลิเคชั่นต่างๆ รองรับระบบของ iOS และAndroid ซึ่งการทำโฆษณาในลักษณะนี้จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณออกไปสู่สายตาของผู้คนได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพียงแค่คุณไปปรากฏอยู่ภายใน App ใด App หนึ่งโฆษณาเหล่านี้ก็จะเกิดผลของการค้นหาภายใน Google, Gmail และ YouTube ทันที และยังถูกค้นหาภายในเว็บไซต์อื่นอีกด้วย
  • Shopping Adsโฆษณารูปแบบนี้จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการขายสินค้าโดยเฉพาะ จะมีการแสดงเรื่องของรายการสินค้า รูปภาพ ราคา และลิงค์ที่เชื่อมต่อไปสู่ Shopping Ads ของคุณ โดยการโฆษณานี้จะต้องใช้ร่วมกับ keyword ด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีผลของการค้นหาภายใน Google และYouTube แต่การจะใช้งาน ads นี้คุณจะต้องสมัครเข้าสู่ระบบGoogle Merchant Center ก่อน จึงจะสามารถติดตั้ง google adsตัวนี้ได้
  • Video Adsเป็นรูปแบบที่มาตรงตามชื่อ คือ Video โฆษณาที่สามารถค้นหาหรือไปเล่นอยู่ภายใน YouTubeนอกจากนี้Video Ads ยังมีข้อดีที่สามารถใส่ keywordเพื่อให้มีผลการค้นหาภายใน Google เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งการทำโฆษณาในรูปแบบนี้คุณจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจน เช่น อายุ เพศ ความสนใจ หรือสถานที่ เป็นต้นเพื่อทำให้การยิง ads เป็นไปอย่างได้ผล ส่วนใหญ่แล้วการใช้ Video Ads จะต้องใช้เวลาประมาณ 30วินาที จึงจะถือว่าเหมาะสมที่สุด
  • Display Adsมาในรูปแบบของโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นภายในแอพพลิเคชั่นที่เป็นพาร์ทเนอร์ของทางGoogle ทั้งหมดที่มีมากกว่า 200 ล้านเว็บไซต์ พร้อมให้ผลค้นหาภายใน Gmail และ YouTube โดยรูปแบบของโฆษณาจะเป็นเพียงเนื้อหาสั้นๆ แต่จะต้องเข้าถึงใจความและยังมาในรูปแบบของแบนเนอร์โฆษณาที่ใส่ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือไฟล์ GIF ได้อย่างเป็นอิสระ และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายพร้อมใส่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เข้าชมได้ทั้งหมด

2.จัดแคมเปญให้ถูกทาง

การจัดแคมเปญของgoogle adsต้องมีการวางแผนการวิเคราะห์และการวัดผลอยู่เสมอ เพียงแค่คุณต้องตีโจทย์ตัวแคมเปญให้ออก โดยมีตัวเว็บไซต์ของคุณเป็นตัวหลัก แคมเปญนี้จะช่วยทำให้โฆษณาของคุณตรงต่อกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น ถ้าคุณต้องการทำโฆษณาเพื่อขายโดยเฉพาะให้คุณเลือกแคมเปญ Sale ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายผ่านทาง Conversation ในช่องทางออนไลน์และช่องทางแอพพลิเคชั่น มาพร้อมการกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายเพื่อเยี่ยมชมสินค้าและบริการของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา หรือการเลือกใช้ Leads แคมเปญที่เหมาะกับเจ้าของธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ที่จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย, แคมเปญแบบ Website Traffic จะเหมาะกับพ่อค้าและแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องดึงฐานลูกค้า ดึงกลุ่มเป้าหมาย ให้เข้ามาสู่เว็บไซต์ตัวเองให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมี Product and Brand Consideration คือ แคมเปญการประชาสัมพันธ์โปรโมชั่น การให้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับแบรนด์และการนำเสนอ Content ผ่านทาง Display Ads และ Video Ads สุดท้ายคือ Brand awareness and rest คือ รูปแบบแคมเปญที่ถือกำเนิดของแบรนด์ใหม่ โดยแคมเปญนี้จะต้องทำออกมาเพื่อให้ผู้คนจดจำแบรนด์ของคุณได้มากที่สุด

3.เรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย

เมื่อคุณสร้างแคมเปญเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องต่อมาคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด คุณต้องลองตั้งคำถามตัวเองว่าเป้าหมายของตัวคุณเป็นใคร, มีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร หรือมักจะอยู่ตรงส่วนใดของประเทศ การกำหนดในรูปแบบนี้จะเรียกว่า Target หรือ Location Targeting เพื่อทำให้การยิงโฆษณามีจุดหมายมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการเจาะลึกกลุ่มเป้าหมายนี้คุณสามารถใช้เครื่องมือของ Google ที่ชื่อว่า Ad Preview and Diagnosis Tool ที่จะช่วยทำให้คุณค้นหาโฆษณาของตัวเองและแสดงผลว่าโฆษณาของคุณนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มาก-น้อยขนาดไหน

4.เลือกkeywordให้สอดคล้อง

การคิดkeyword ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก โดย keywordควรจะต้องสอดคล้องกับเว็บไซต์สินค้าหรือบริการของคุณให้ได้มากที่สุด เป็น keyword ที่เมื่อใช้แล้วจะต้องถึงตัวเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนั้นการจะเลือกในแต่ละครั้งจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจนที่สุด ซึ่งถ้าคุณย้อนกลับไปตั้งแต่ข้อแรกแล้วทำตามจนกระทั่งมาถึงข้อที่ 3 คุณจะสามารถวิเคราะห์ keyword และมองหาคำที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ง่ายมากขึ้น

5.สร้าง adsให้โดนใจ

เลือกสร้าง Ads เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของคุณโดยใช้หลักการ ดังนี้

  • คุณต้องมีการนำเสนอที่ชัดเจน สื่อสารแบบกระชับและตรงไปตรงมา ทำให้ได้ใจความ เมื่อเห็นแล้วต้องรู้ได้ทันทีว่าสินค้าหรือบริการของคุณเป็นอะไร พร้อมแทรก keywordได้อย่างแนบเนียน โดยในหนึ่งโฆษณาควรใส่อย่างน้อยที่ 1 keywordเพื่อทำให้ผู้ที่รับชมสนใจและคลิกเข้าชมได้ง่ายขึ้น
  • การเขียนอาจต้องตรงประเด็น มี HeadlineDisplay URL และมี Description ที่สามารถใส่ข้อมูลกับรายละเอียดได้อย่างครบครัน ตัวอักษรที่ใช้ลงโฆษณาควรมีเพียงแค่ 30 ตัวอักษรและไม่เกินไปกว่า80 ตัวอักษร เพื่อให้เหมาะสมต่อการเป็นโฆษณามากขึ้น
  • ตัว Headline Description และText Ads จำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง มีเนื้อหาที่เป็นไปในแนวเดียวกันทั้งหมด เพื่อทำให้การถ่ายทอดมีความชัดเจนและเข้าถึงประเด็นได้ง่าย มีการใส่Call to Action ในส่วนของDescription เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่เห็นโฆษณารู้สึกสนใจและอยากเข้าชมทันที

เมื่อคุณทำgoogle adsตามกลยุทธ์ที่ได้แนะนำทั้ง 5 ข้อนี้ เรื่องสุดท้ายที่คุณควรทำคือการติดตามผลทุกโฆษณาของคุณอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้คุณได้เรียนรู้ว่าโฆษณาแบบไหนที่เหมาะสมกับเว็บไซต์สินค้าหรือบริการของคุณมากที่สุด จากนั้นให้คุณเริ่มศึกษาจุดนั้นให้มากขึ้น เชื่อว่าไม่นานคุณจะสามารถสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่เหมาะสมกับตัวสินค้าและบริการของคุณได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน หรือคุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของบริษัทรับทำGoogle adsโดยตรง ได้ทางwww.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

สร้างตัวตนของธุรกิจ ให้น่าสนใจ เป็นที่รู้จักง่ายยิ่งขึ้น

สร้างตัวตนของธุรกิจ ให้น่าสนใจ เป็นที่รู้จักง่ายยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจ คือ คุณต้องทำยังไงก็ได้ให้ธุรกิจยังคงอยู่ได้ในตลาดที่มีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นในทุกๆวัน ค่อนข้างยากแต่ก็มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้ ซึ่งถ้าคุณมีที่ปรึกษาด้านการทำการตลาดออนไลน์มาช่วยชี้แนวทางให้ก็จะยิ่งเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าไม่มีคุณก็สามารถศึกษาจากบทความนี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอเรื่องของการสร้างตัวตนให้แก่ธุรกิจของคุณ ทำให้โดดเด่น น่าสนใจ และเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยทำให้ธุรกิจของคุณยังคงอยู่ได้ในตลาดที่มีการแข่งขันที่สูงได้อย่างยั่งยืน

เนื้อหาที่จะกล่าวถึงคุณสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับธุรกิจของคุณเองได้ เพื่อใช้ต่อยอดในการวางกลยุทธ์ด้านอื่นๆในอนาคตให้กับแบรนด์ โดยทางเรามีคำแนะนำ ดังนี้

สร้างแบรนด์แข่งขันในตลาด ด้วยหลัก 4ข้อนี้

  • กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ หัวใจหลักของการสร้างแบรนด์

การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างธุรกิจ แม้แบรนด์ของคุณจะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครสนใจมันก็เปล่าประโยชน์ การที่คุณจะทำแบรนด์ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายได้นั้น คุณต้องสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ ซึ่งมันจะเกิดจากคุณต้องทำความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมายของคุณก่อน เริ่มจากต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ ช่วงอายุ การศึกษา เป็นต้น และศึกษาพฤติกรรมต่างๆ เช่น อาชีพ งานอดิเรก ความสนใจ เพื่อนำข้อมูลที่ได้แต่ละด้านมาเป็นส่วนในการวิเคราะห์เพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาด ให้ตรงใจต่อกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

  • สร้างแบรนด์ให้ชัด ด้วยหลักBranding

หลักBrandingเป็นหลักแรกๆที่สำคัญต่อการช่วยสร้างความชัดเจนให้กับธุรกิจแต่ละอย่าง แต่ก็เป็นสิ่งที่เจ้าของแบรนด์หลายๆเจ้าละเลยหรืออาจไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร ทั้งที่การทำ Brandingก็เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าได้และยังสร้างความเข้าใจต่อการสื่อสารกับผู้บริโภคได้อีกด้วย โดยBrandingจะครอบคลุมทั้งหมดเกี่ยวกับแบรนด์ให้เกิดความชัดเจน ว่าแบรนด์ต้องการนำเสนอเกี่ยวกับอะไร การออกแบบเว็บไซต์ การทำโฆษณาต่างๆ และยังรวมถึงสร้างภาพลักษณ์ด้านอื่นๆด้วย ซึ่งถ้าแบรนด์ของคุณชัดเจนในเรื่องนี้ ผู้รับสารที่คุณต้องการสื่อสารด้วยก็จะเข้าใจมากขึ้นและอาจเปลี่ยนเป็นลูกค้าของคุณได้ในที่สุด

  • งานดีไซน์ช่วยให้แบรนด์โดดเด่น น่าสนใจ

งานดีไซน์ คือ สิ่งที่ครอบคลุมงานออกแบบทั้งหมด อาจเกิดจากการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาหรือการพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วก็ได้ จะถูกถ่ายทอดเปลี่ยนรูปแบบความคิดออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากขึ้น ซึ่งงานดีไซน์มีผลเป็นอย่างมากต่อการสร้างแบรนด์ แม้ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะดีอยู่แล้วก็ตาม แต่อย่าลืมว่าก่อนที่ผู้บริโภคจะเลือกสินค้าของคุณ ก็ต้องมีสิ่งที่ช่วยดึงดูดให้เขาหันมาสนใจก่อน ซึ่งนั่นแหละ ความสำคัญของงานดีไซน์ ซึ่งการดีไซน์แบรนด์ครอบคลุมเรื่องงานออกแบบต่างๆ ตั้งแต่โลโก้ สีประจำแบรนด์ ชุดพนักงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ หน้าร้าน เป็นต้น และการดีไซน์ยังสามารถช่วยสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ของคุณได้ด้วย

  • สร้างStoryให้สินค้า เพิ่มมูลค่าให้แบรนด์มากขึ้น

ตอนนี้คู่แข่งทางการค้ามีเพิ่มมากขึ้นในตลาดสินค้าประเภทต่างๆ ไม่ว่าใครก็มาขายของกันหมดด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ซึ่งถามว่ามันดีไหม มันก็ดีสำหรับผู้บริโภคแต่มันก็อาจไม่ดีกับผู้ขายสักเท่าไหร่ เพราะมีผู้แข่งขันเพิ่มมากขึ้นในตลาด แต่เราก็เห็นว่า ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะอยู่ในตลาดอย่างยั่งยืนได้ อาจเพราะมันไม่แตกต่างกัน ไม่โดดเด่น คนเลยไม่ค่อยสนใจ ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อสินค้าเพราะแค่ประโยชน์ของมันกันแล้ว แต่เทรนด์มันเริ่มเปลี่ยน คนเราเริ่มหันมาบริโภคเรื่องราวของสินค้ากันมากขึ้น โดยคุณสามารถสร้างแบรนด์ขึ้นมาและดึงความน่าสนใจของแบรนด์ออกมาให้ผู้คนได้รู้มากขึ้น ก็จะเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้แบรนด์ของคุณดูโดดเด่นไม่แพ้กับเจ้าอื่นๆเลย

สุดท้ายสิ่งที่บทความนี้ต้องการเน้นย้ำให้คุณผู้อ่านเข้าใจ คือ การที่เราต้องทำให้แบรนด์ของเราชัดเจนในตัวของมันเองจะช่วยทำให้สื่อสารกับผู้บริโภคออกมาได้ นั่นถือจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่ดี เมื่อลูกค้าเข้าใจแบรนด์ของคุณแล้ว การสื่อสารด้านอื่นๆก็จะง่ายขึ้นและการทำการตลาดก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าคุณยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่คุณทำอยู่โอเคไหมหรือยังลังเล บริษัทรับทำโฆษณาออนไลน์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างMinimice groupยินดีให้คำปรึกษาพร้อมพาธุรกิจของคุณก้าวสู่ความสำเร็จที่มั่นคง โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/