Category: SEO Blog

ท่องเว็บไซต์ ไม่หลงทางด้วย Sitemap ชี้ช่องให้ SEO ติดอันดับ

ปัจจุบันความพร้อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกสิ่งอย่างก็ว่าได้ แม้แต่การเข้าท่องโลกของเว็บไซต์แต่ละเว็บก็เหมือนกัน ซึ่งถ้ามีแผนผังของเว็บไซต์ช่วยสำหรับการเข้าชมด้วยแล้ว คงจะช่วยทำให้คุณเข้าถึงส่วนต่างๆได้ง่ายมากขึ้นทั้งต่อการเข้าเยี่ยมชมและการเข้าใจเนื้อหาภายในเว็บ วันนี้เราเลยอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับ Sitemap แผนที่เว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าสู่ข้อมูลเหล่านั้นได้สะดวกและยังส่งผลดีกับการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

มาทำความเข้าใจ Sitemap กันเถอะ!

Sitemap (ไซต์แมป) คือ “แผนที่ของเว็บไซต์” เป็นเหมือนไกด์นำทางให้รู้ว่าเว็บไซต์นั้นๆ มีหน้าไหนบ้าง เกี่ยวกับอะไร และแต่ละหน้ามีลิ้งค์ไปสู่หน้าไหนที่เกี่ยวข้องกันได้บ้าง โดยแสดงผลออกมาคล้ายกับสารบัญหรือเป็นข้อมูลของเว็บเรียงกันให้กดเข้าไปดูได้ ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ถูกต้องโดยไม่เสียเวลามาก เรียกได้ว่า เป็นการบอกภาพรวมของเว็บไซต์นั่นแหละ ถือว่าเป็นผลดีต่อทั้งคนเข้าชมเว็บไซต์และยังเป็นตัวช่วยให้กับ Google เดินทางไปหน้าต่างๆของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นด้วย เมื่อเห็นถึงความสำคัญของไซต์แมพกันแล้ว มาดูกันว่ามันมีความสำคัญต่อการทำ SEO (Search Engine Optimization) อย่างไรบ้าง

มาดูประโยชน์ของ Sitemap ต่อการทำ SEO กันเถอะ!

เว็บไซต์ไหนที่มีการติด Sitemap จะเป็นที่ชื่นชอบของ Google เป็นอย่างยิ่ง มักจะได้คะแนน SEO ง่ายขึ้น เนื่องจากจะช่วยให้ Google สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และเข้าใจในเนื้อหาของเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากระบบของ Google หรือที่เรียกว่า Bot นั่นแหละ จะสามารถเข้าสู่ข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่ายซึ่งไซต์แมพ ก็คือไกด์พา Google เที่ยวชมเว็บไซต์นั่นแหละ โดยแบ่งประเภทได้สองแบบใหญ่ๆ คือ แบบ Html. และแบบ Xml. แล้วแต่ละแบบแตกต่างกันยังไงนะ?

มารู้จัก ประเภทของ Sitemap กันเถอะ!

มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. HTML Sitemap Sitemap ประเภทนี้นี้ จะเป็นแบบที่เน้นให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจ ว่าบนเว็บไซต์นั้นมีหน้าไหน เกี่ยวกับอะไรบ้าง ข้อมูลจะไม่ละเอียดมาก แต่มีชื่อเรียกของหน้าเพจต่างๆ ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจได้ง่าย
2. XML Sitemap จะเป็นแบบเน้นให้ Bot เข้ามาดูเนื้อหาของเว็บไซต์มากกว่า ซึ่งรูปแบบนี้จะค่อนข้างละเอียดกว่าแบบแรก มีการลงลึกเนื้อหาของแผนผังมากกว่า ตรงนี้แหละที่ทำให้ Google เข้ามาสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และส่งผลต่อการทำ SEO

เป็นยังไงบ้างกับการพาไปทำความรู้จักกับ Sitemap ที่เป็นอีกส่วนสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ของคุณได้รับผลตอบรับที่ดีและมีโอกาสติดอันดับแรกๆ บนหน้าของ Google ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถลองหาวิธีทำกันได้ มีวิธีมากมายถูกแชร์ออกมาให้ได้เรียนรู้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้ามาอ่านกันนะ!

How to : วิธีเลือกบริการทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google

ปัจจุบันการทำ SEOยังคงมีความสำคัญต่อผู้ที่ต้องการทำตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะเป็นอะไร ถ้าต้องการขึ้นไปติดอยู่บนหน้า 1 ของ Googleเพื่อช่วงชิงการมองเห็นเป็นอันดับต้นๆ ที่จะส่งผลดีต่อทุกธุรกิจออนไลน์ก็ย่อมต้องทำ SEOดังนั้นการเลือกใช้บริการ seoจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เหล่าผู้ประกอบการต้องมองหาคนทำที่มีความชำนาญมาช่วยเหลือ ซึ่งบนโลกออนไลน์นั้นมีผู้คนและกลุ่มบริษัทที่สามารถให้บริการ seoเพื่อดันเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่างๆ ของคุณขึ้นไปสู่อันดับ 1 ของ Googleได้อย่างมั่นคง เพียงแต่คนที่รู้จริงและสามารถทำได้ตามที่โฆษณาไว้นั้นมีไม่มาก จึงทำให้เกิดปัญหา SEOไปไม่ถึงฝัน, ติดอันดับช้ากว่ากำหนดไปมาก หรือบางรายอาจจะชิ่งเงินหนีหายแบบไม่มีการทำใดๆ ให้เลย ดังนั้นลองมาดู How to : วิธีเลือกบริการทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับGoogle ที่คุณไม่ต้องมานั่งปวดใจในภายหลัง

1.เริ่มต้นด้วยการเลือกบริษัท 

ผู้ให้บริการseo ที่ดีจะต้องมีการจดทะเบียนบริษัทและได้รับอนุญาตให้ทำseo อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในบริษัทต้องมีเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่มีความรับผิดชอบด้านการวิเคราะห์ seoโดยตรง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์หรือมีความเชี่ยวชาญในด้านการทำ seoตรงจุดนี้คุณสามารถขอดูหลักฐานที่เป็นเอกสารหรือใบประกาศต่างๆ ของทางบริษัทได้ เพราะการที่จะได้รับเลือกให้ทำ seo อย่างถูกต้องจะต้องมีการอบรมและการสอบอย่างเป็นระบบ ดังนั้นบริษัทผู้ ให้บริการ seoที่ดีจะต้องมีหลักฐานตัวจริงที่สามารถยืนยันกับลูกค้าได้ นอกจากนี้ยังควรมีคำนิยมของผู้ที่เคยใช้บริการจริงมาเป็นเครื่องยืนยันเพื่อให้ผู้จ้างมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

2.ขั้นตอนการทำต้องเป็นระบบ

ก่อนที่คุณจะเลือกใช้บริการseo ขอให้คุณได้พูดคุยกับผู้ที่เป็นคนลงมือทำดูก่อน เพื่อเป็นการดูว่าผู้ทำนั้นสามารถพูดคุยแล้วเข้าใจต่อความต้องการของผู้จ้างหรือไม่ พร้อมไปด้วยการดูว่าสามารถอธิบายขั้นตอนการทำ seo และการวางแผนต่างๆ ถูกต้องและตรงไปตรงมาหรือไม่ ที่สำคัญคือการพูดคุยถึงขั้นตอนการดำเนินงาน ถ้าผู้ให้บริการseoสามารถอธิบายออกมาเป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง มีการวิเคราะห์ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้อง มีการอธิบายการเริ่มต้นของการoptimize เว็บไซต์ และเรื่องของระยะเวลาในการดำเนินงานที่สมเหตุสมผล ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้ว่าผู้ให้บริการ seoที่คุณกำลังคุยอยู่ด้วยนี้น่าเชื่อถือหรือไม่

3.การทำ SEO แบบปลอดภัย

อีกหนึ่งเรื่องที่คุณต้องให้ความสำคัญ คือ การให้บริการ seoของบริษัทนั้นๆ จะต้องเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัย การทำ Backlink ต้องทำอย่างถูกต้องและมีคุณค่าที่สุด แต่ผู้ให้บริการ seoบางรายทำ Backlinkด้วยการสแปม, ใช้คีย์กับใส่ลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และนำไปโพสไว้ในเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน รวมไปถึงการปั๊มกระทู้และการสแปมคอมเมนต์ การทำ Backlinkในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ จนทำให้ Googleอาจแบนเว็บไซต์ของผู้จ้างได้ ทั้งยังทำให้คนบนโลกออนไลน์ด้วยกันรู้สึกรำคาญ เกิดเป็นการจดจำที่ไม่ดีในอนาคต และอาจจะพาลไปรายงานเพจหรือเว็บไซต์ได้ ดังนั้นคุณจึงควรหันมาทำ Backlinkแบบมีคุณภาพ เป็นธรรมชาติ เลือกลิงก์และคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน เพียงเท่านี้เว็บไซต์ของคุณก็จะติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้อย่างยั่งยืนและไม่โดนใครรายงานให้ต้องกังวลอย่างแน่นอน

4.การันตีด้วยผลงานจริง

ผู้ให้บริการseoที่มีความน่าเชื่อถือจะต้องมีผลงานจริงจากลูกค้าที่เคยทำกันมาก่อน และควรมีการรับรองผลงานที่มีมากกว่าการพาเว็บไซต์ของคุณขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของ Googleแต่มีคนการันตีผลงานในเรื่องของการกระตุ้นยอดขาย,  การกระตุ้นคนเข้าสู่เว็บไซต์ หรือการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพ จนสามารถดึงดูดคนเข้ามาได้ด้วยตัวเองมากขึ้น บริการเหล่านี้ถือเป็นบริการที่พ่วงมากับบริการ seo และเป็นการพิสูจน์ให้ผู้จ้างรู้ว่าบริษัทนี้เจ๋งแค่ไหน

5.มีสัญญาให้เซ็นชัดเจน        

การว่าจ้างทุกรูปแบบควรมีการทำสัญญากันอย่างชัดเจน แม้แต่การให้บริการ seo ควรมีการทำสัญญาระหว่างผู้จ้างและผู้ทำอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน โดยในสัญญาควรระบุให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำ seo อย่างเป็นธรรมชาติ, การทำ seo ที่ไม่สแปม keywords รวมไปถึงการระบุเวลาที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปติดอันดับหน้าแรกของGoogle  นอกจากนี้ตัวผู้จ้างเองควรมีการตรวจสอบประวัติของทางบริษัทที่คุณกำลังว่าจ้างในเรื่องประวัติการโกง, ประวัติการมีปัญหากับลูกค้า หรือประวัติต่างๆ ที่จะทำให้คุณมั่นใจต่อการเข้าใช้บริการseo มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเรื่องการจ่ายเงินค่าบริการต่างๆ ควรเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ถ้าต้องมีการจ่ายล่วงหน้าหรือค่ามัดจำใดๆ ควรมีการระบุภายในสัญญาให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

6.สามารถยกเลิกจ้างได้ในกรณีพิเศษ

ถ้าต้องการแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจของผู้ให้บริการseo ภายในสัญญาควรมีการระบุว่าผู้จ้างสามารถยกเลิกการจ้างได้ถ้า การว่าจ้างไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ เช่น ถ้ามีการรับประกันว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับ 1 หรือหน้าแรกของ Google ภายใน 6 เดือน และถ้าไม่เป็นไปตามนั้นหรือเกินไปถึง 7, 8 และ 10 เดือน ลูกค้ามีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะยกเลิกการว่าจ้างทันที  รวมไปถึงข้อเสนอพิเศษต่างๆ ที่จะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าบริษัทจะสามารถทำตามที่พูดไว้ได้ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยการันตีผลงานและทำให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น

ถ้าคุณต้องการเลือกผู้ให้บริการseo ที่มีคุณภาพ สามารถพาเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณขึ้นไปติดหน้าแรกGoogle ได้ตามที่ต้องการ คุณควรนำทั้ง 6 ข้อนี้มาเป็นตัวช่วยพิจารณา ที่สำคัญคือเรื่องของราคาการให้บริการ seoจะต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ไม่สูงมากจนเกินไป และราคาก็ต้องไม่ถูกมากจนน่าใจหาย เมื่อเริ่มงานกันแล้วสิ่งที่สำคัญคือการอัพเดทข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ ของการทำ seoอยู่เสมอ เพื่อทำให้ผู้ว่าจ้างรู้สึกมั่นใจและพึงพอใจมากที่สุด โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์อย่างมืออาชีพ เพิ่มเติมได้ที่www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

3 เหตุผลที่ควร จ้างบริษัทรับทำ “ SEO ” มืออาชีพ

สมัยนี้มีบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกง่ายๆว่า เอเจนซี่นั่นแหละ โดยส่วนใหญ่หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ทำการตลาดออนไลน์ก็คงหนีไม่พ้น การทำSEOไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับสื่อหลักอื่นๆ แต่ผลที่ได้ตามมากลับสูงเกินคาด แถมยังทำให้แบรนด์สินค้าเติบโตได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ทำได้ ยิ่งใช้เครื่องมือSEOให้ประสบผลสำเร็จด้วยแล้ว การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะช่วยดูแลให้ จะได้ผลที่ดีและเร็วได้ง่ายกว่ามานั่งงงทำเองเป็นไหนๆ

  • โดดเด่นด้วยโปรแกรมเฉพาะทาง
  • Report แสดงความเคลื่อนไหวแบบReal time
  • ทีมทำเว็บไซต์มืออาชีพ

1.บริษัททำSEOมืออาชีพ จะมีเครื่องมือเฉพาะในการช่วยให้ SEOประสบความสำเร็จ

เอเจนซี่หรือบริษัทที่รับทำSEOมักจะมีเครื่องมือโดยเฉพาะที่ไว้ใช้สำหรับการทำSEOตามแต่ความถนัดของเอเจนซี่นั้นๆ ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ทำส่วนใหญ่จะเป็นโปรแกรมที่จำเป็นต้องมีแอคเคาท์สำหรับเข้าไปดำเนินการหรือจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าสู่ระบบ เพราะฉะนั้นการจ้างบริษัททำSEOจึงเป็นสิ่งที่ง่ายและคุ้มค่ากว่าการที่คุณจะต้องมานั่งทำเอง อีกทั้งพวกเขายังมีประสบการณ์มากกว่าในการให้คำแนะนำคุณได้อีกด้วย ตั้งแต่ขั้นตอนการเล็งคีย์เวิร์ดสำคัญ,การจัดส่วนต่างๆของบทความ(h1,h2,h3)หรือเป็นส่วนของการทำHyperlinkก็ตาม ซึ่งทั้งหมดจะมีผลต่อการทำ SEOให้ติดอันดับที่ดีของหน้าGoogleด้วยกันทั้งสิ้น

2.มีReportรายงานความเคลื่อนไหว แบบReal timeทำให้ลูกค้าเข้าดูข้อมูลได้เองตลอด24ชั่วโมง

บริษัทรับทำ SEOแบบมืออาชีพนั้น พวกเขาจะทำงานเป็นระบบโดยจะแชร์ข้อมูลให้กับคุณได้รู้ มีการทำReportรายงานความเคลื่อนไหวให้ได้ทราบผล อย่างเป็นระบบระเบียบ มีการเปรียบเทียบให้ดูผลได้อย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มทำ จนถึงปัจจุบัน และบางบริษัทยังมีโปรแกรมที่ให้สิทธิ์คุณในการเข้าไปดูผลได้แบบReal timeอีกด้วย ซึ่งคุณจะสามารถเช็คผลได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ที่ไหน ยังไงก็ได้ตามความสะดวก ซึ่งนั่นคือผลดี ที่จะทำให้คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนอย่างชัดเจน

3.มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะสำหรับการทำโครงสร้างเว็บไซต์ ให้Googleเข้าใจได้ง่าย

การทำSEOให้ประสบผลสำเร็จ แบรนด์ติดอันดับหน้าแรกของGoogleเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่จริงๆไม่ง่าย อย่างที่คิด เบื้องหลังของการทำงานนั้นซับซ้อนกว่าจะผ่านไปได้แต่ละขั้นตอน ซึ่งต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์มากพอสมควร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่หวังไว้ การทำโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์มีขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างต้องใส่ใจ ว่าแต่ละส่วนต้องออกมารูปแบบไหน ทางGoogleถึงจะสามารถย่อยและเข้าใจข้อมูลที่เราจะสื่อสารได้ง่ายที่สุด ยิ่งง่ายเท่าไหร่ เว็บไซต์ยิ่งมีโอกาสถูกจัดอยู่ลำดับที่ดีๆมากเท่านั้น โดยทริคคร่าวๆ ก็คือ การที่คุณทำเว็บไซต์ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน มีการใส่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ากระจายทุกพื้นที่ แต่ไม่เยอะจนเกินไปจนอาจกลายเป็นสแปม การที่คุณสร้างคอนเทนต์เป็นส่วนๆ อย่างh1,h2,h3เพื่อให้googleเข้าใจในส่วนเนื้อหาให้มากที่สุดก็เป็นอีกทริคที่เราแนะนำเช่นกัน

คงจะเห็นแล้วว่า การทำSEOให้ประสบผลสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร จึงไม่ใช่ทุกบริษัทที่รับทำจะสามารถการันตีความสำเร็จได้ ซึ่งขั้นตอนต่างๆจำเป็นต้องใช้ผู้ที่เชี่ยวชาญดูแลโดยเฉพาะ เพราะงี้การจ้างผู้รับทำSEOโดยตรง จะทำให้คุณได้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและดีกว่า โดยที่ค่าใช้จ่ายจะได้ไม่บานปลายอีกด้วย

Evergreen Content คืออะไร? สำคัญแค่ไหน? จะทำให้มีคุณภาพได้อย่างไร?

Evergreen Content คืออะไร?

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้วิธีการทำ Evergreen Content ให้มีคุณภาพ เรามาทำความรู้จักถึงความหมายของคอนเทนต์ชนิดนี้กันก่อน Evergreen Content คือ เนื้อหา หรือข้อมูลที่ “ไม่มีวันหมดอายุ” หรือ “ล้าสมัย” เป็นเนื้อหาที่ทุกคนต้องอยากอ่านอยู่เสมอไม่ว่าจะตอนไหน ช่วงไหน ท่ามกลางกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็น Timeless Content ที่ไม่มีวันตายนั้นเอง โดยชื่อ Evergreen มาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใบจะมีสีเขียวตลอดทั้งปี ด้วยคุณสมบัติของต้นไม้ชนิดนี้จึงถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบเป็น Content ที่สดใหม่ ทันสมัยตลอดเวลานั้นเอง

จริง ๆ แล้วนั้นหากจะมองให้ลึกลงไปอีก Evergreen Content ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ ให้พิจารณาด้วยกันคือ ส่วนแรก ตัวเนื้อหา หรือ Content และ ส่วนที่ 2 คือ หัวข้อหรือ Topics ที่หลาย ๆ คนอาจจะหลงลืมและไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งสองส่วนนี้ควรทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิด Traffic บนหน้าเว็บไซต์หรือหน้าเพจอยู่สม่ำเสมอ

1. Evergreen Content Topics

หัวข้อที่เราจะเลือกเขียน Evergreen Content นั้นควรเป็นสิ่งที่คนให้ความสนใจ และมีการค้นหาตลอดเวลา อาจจะจำนวนไม่ได้เยอะเหมือนกับหัวข้อในกระแสอื่น ๆ แต่ก็มีจำนวนมากพอ และมีการค้นหาอยู่ตลอดเวลาถือว่าใช้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นหัวข้อดังต่อไปนี้

  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนัก เป็นเรื่องที่คนต่างให้ความสนใจไม่ว่าจะในปีนี้ หรือปีหน้า ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่าจะมีคนสนใจหัวข้อแนวนี้อย่างแน่นอน
  • ทอดไข่อย่างไร เรื่องง่าย ๆ อย่างการทอดไข่ที่ทุกคนทำเป็นเรียกได้ว่าเป็นเมนูกันตาย บางครั้งคนก็ต้องการตัวช่วยทำให้อร่อยขึ้น หรือ สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นทำอาหาร ทำให้การค้นหาชนิดนี้เกิดขึ้นอยู่สม่ำเสมอ
  • ดับคาวอาหารทะเล ทริคเล็ก ๆ น้อยเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และความพยายามในการหาทางแก้ไข คืออีกหนึ่งหัวข้อที่ผู้คนต่างมองหาอยู่สม่ำเสมอ

ส่วนหัวข้อที่ไม่นับว่าเป็น Evergreen Content มีดังนี้

  • หวยงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2563 หวยเป็นเหตุการณ์ที่ออกเป็นงวด ๆ ทุก ๆ กลางเดือน และสิ้นเดือน ฉะนั้น เมื่อคนค้นหาแล้วก็จะขึ้นแค่ช่วงเวลานั้น ๆ และก็จะไม่มีการค้นหาย้อนหลังเพิ่มเติมในอนาคตแน่นอน
  • การประกวด Miss Universe 2020 การประกวด หรือ การแข่งขันต่าง ๆ ก็เช่นกัน เมื่อจบสิ้นฤดูแข่งขันคนก็จะไม่ได้ให้ความสนใจแล้ว พอปีต่อไปคนก็จะหันไปค้นหาปี 2021 แทน
  • ข่าวนางเอกวิกมากสีเกาเหลานางร้ายหน้าสวย เป็นเรื่องราวที่เป็นกระแสคนให้ความสนใจ และก็มาแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะพอกระแสเงียบคนก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับข่าวนั้น ๆ แล้วเช่นกัน

โดยสรุปแล้วนั้นหัวข้อของ Evergreen Content ควรเป็น General Needs ที่ตรงกับความต้องการของคนที่ไม่ว่าจะปีไหน เดือนไหนก็ยังมีคนสนใจอยากรู้ อยากตามหาอยู่เสมอ ๆ

2. เนื้อหาของ Evergreen Content

ส่วนเนื้อหาที่จะเขียนนั้นก็ล้วนต้องเป็นสิ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกช่วงเวลาเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับหัวข้อที่เราได้ตั้งไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเมื่อเรารู้แล้วว่าคนมีความต้องการ หรือมองหาอะไรที่เป็นสิ่งพื้นฐาน เราก็สามารถนำสิ่งที่เจอมาพลิกแพลงหาวิธีมุมพูดให้น่าสนใจได้ เช่น

  • 10 วิธีลดน้ำหนักที่สามารถทำได้ง่ายๆ
  • ทอดไข่อย่างไรให้เมนูง่ายๆ อร่อยได้ไม่ซ้ำ
  • เคล็ดไม่ลับดับคาวอาหารทะเลที่ทำแล้วรับรองว่าปัง

 

 

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่เราจะเขียนนั้นก็ล้วนพัฒนามาจากหัวข้อที่เราตั้งใจไว้แล้วทั้งสิ้น แค่พยายามบิดหามุมพูดแต่ก็ยังต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่าสิ่งที่จะเขียนนั้นสามารถใช้ได้ในอนาคตด้วยนะ

3. แล้ว Evergreen Content สำคัญอย่างไร?

จากกราฟแสดงจำนวนและ Movement การค้นหา Keywords ดังต่อไปนี้

จะเห็นได้ว่า การค้นหาคำว่า วิธีดับคาว และลดความอ้วน มีการค้นหาอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจำนวนการค้นหาจะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับ น้องชมพู่ ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีการค้นหาเลยจนมามีช่วงที่มีข่าว ที่ทำให้การค้นหาพุ่งขึ้นไปสูงอย่างมาก และก็ตกลงมา เมื่อเราสร้าง Content ที่ล้อไปกับกระแสเช่นนี้ บทความของเราก็มักจะได้รับความสนใจมากในช่วงแรกเช่นกัน เราเรียกช่วงนี้ว่า “Spike of Hope” และต่อมาก็ล่วงลงมาสู่จุดต่ำในที่สุดซึ่งเรียกว่า ”Flatline of Nope” ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องเขียนบทความให้ก้าวทันกระแสสังคม และโลกอยู่เสมอเพื่อรักษาให้มีคนเข้ามาในเว็บไซต์หรือบล็อกของเรา แต่นั่นคือสิ่งตรงข้ามกับ Evergreen Content เพราะสิ่งที่ Evergreen Content จะช่วยนั้นก็คือ

  • ไม่ต้องทำให้เราต้องคอยสรรหาเขียนบทความอยู่ตลอดเวลา บทความเดียวที่เคยเขียนก็ยังสามารถทำให้คนเข้ามาในเว็บไซต์ได้สม่ำเสมอ
  • มีจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ของเราสม่ำเสมอโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินทำ SEM เพราะถ้า Content ของเรายังยึดโยงกับผู้บริโภคเสมอ Google ก็จะยังเอาเพจของเราขึ้นมาลำดับต้นๆ เมื่อมีคนค้นหานั้นเอง

นี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Evergreen Content ถึงสำคัญนั้นเอง

ทำ Evergreen Content ควรทำอย่างไรดี?

เมื่อเราเริ่มอยากทำ Evergreen Content ก็มีวิธีเริ่มต้นที่ไม่ยาก ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองแถมยังมี Tool ฟรีมากมายให้เราได้ใช้

  1. เริ่มตั้งคำถามทำการบ้านก่อนว่าสิ่งรอบตัวง่ายๆ ที่เรามักจะต้องการคืออะไร อาจจะถามเพื่อน ถามคนใกล้ตัวเพื่อเช็คว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็น General Needs ของคนจริง ๆ ที่เกิดขึ้น
  2. ใช้ Google Trends เพื่อเช็คดูว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมีอะไรที่คนมักจะค้นหาบ้าง หรืออาจจะนำข้อสันนิษฐานด้านบนไปเช็คดูแนวโน้ม หรือเทรนด์ว่ามีคนค้นหาจริง ๆ หรือไม่ตลอดเวลาที่ผ่านมา และ ความนิยมนี้เพิ่มขึ้น-ลดลงอย่างไร ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

3. นอกจากนี้คือการเช็ค Search Volume ของ Keywords ต่าง ๆ โดยใช้ Google Keyword Planner ที่สามารถบอกคร่าว ๆ ได้ถึงจำนวนการค้นหาคำนั้น ๆ ต่อเดือนซึ่งจะยิ่งทำให้เรามั่นใจไปอีกขั้นว่าเรามาถูกทางแล้วนั้นเอง

จะเห็นได้ว่าการเขียน Evergreen Content คือการเขียนบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งข้อดีคือจะช่วยทำให้ Traffic ของเว็บของเรานั้นมีความสม่ำเสมอ การเขียน Evergreen Content นั้นจะว่าเป็นเรื่องยากก็ไม่ใช่ จะง่ายก็ไม่เชิง เพราะสามารถอาศัยความเข้าใจซึ่งเกิดจากการสังเกตสิ่งรอบตัว แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติร่วมด้วยเพื่อให้ได้ Evergreen Content ที่ Evergreen พร้อมใช้สมชื่อจริง ๆ ไม่ใช่เนื้อหาที่คนเข้ามาอ่านแล้วก็ผ่านไป และถ้าหากคุณหากอยากสร้าง Evergreen Content ที่มีคุณภาพ สร้าง Traffic ที่สม่ำเสมอได้จริงอย่างมืออาชีพ โดยที่คุณจะไม่ต้องลงมือลงแรงเองให้เสียเวลา สามารถติดต่อทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะได้เลยที่ https://minimicegroup.com  โดยทางทีมพร้อมที่จะศึกษาสร้างกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณคาดหวัง และนำพาให้ธุรกิจของคุณก้าวไปอีกขั้น

6 วิธี สร้างเว็บไซต์ให้ติดอันดับ ด้วย SEO On-page

การทำ SEO On-page  เป็นหนึ่งในตัวช่วยผลักดันเว็บไซต์ธุรกิจของคุณก้าวสู่เป้าหมาย แต่การจะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพ ควรต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ด้านการทำ SEOโดยเฉพาะ เพราะการทำ SEO On-page เป็นรูปแบบการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ที่จะถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับGoogle มากที่สุด ในขั้นตอนนี้ถ้าคุณทำออกมาไม่เหมาะสมหรือทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไป การติดอันดับภายใน Google ของคุณอาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น และอาจจะทำให้Google ไม่สนใจเว็บไซต์ของคุณไปเลยก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการทำSEO On-page  จึงเป็นการปรับแต่งเว็บไซต์และContent ต่างๆ รวมไปถึงการเขียนโค้ดบนหน้าเว็บเพจที่ต้องสร้างเนื้อหาให้เหมาะสมกับตัวSearch engine อย่าง Google พร้อมการกระจายKeywords ไปตามหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์และภายในContent ทุกรูปแบบที่อยู่บนเว็บไซต์ธุรกิจด้วย โดยจะมีรายละเอียดการทำOn-page Optimizationที่คุณควรรู้ดังนี้

1.การเลือกชื่อโดเมน

ชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์ถือว่ามีความสำคัญพอสมควร เพราะจะต้องมีชื่อที่เป็นเอกลักษณ์และในขณะเดียวกันต้องจดจำได้ง่าย ที่สำคัญคือต้องมีคีย์เวิร์ดของชื่อแบรนด์หรือชื่อธุรกิจคุณร่วมด้วย เช่น ถ้าคุณขายอาหารควรมีคำว่า Food,ถ้าขายสัตว์เลี้ยงควรมีคำว่า Pet หรือถ้าขายทองคำควรมีคำว่าGold หรือGolden อยู่ภายในโดเมนเนมด้วยเพื่อทำให้Google จัดเว็บไซต์ของคุณเข้าสู่โหมดหมู่ได้ถูกต้อง ที่สำคัญคือผู้ที่ตามหาเว็บไซต์ของคุณจะจดจำโดเมนเนมได้ง่าย เนื่องจากสินค้าหรือบริการของคุณมีความเชื่อมโยงกับโดเมนเนม ทำให้สมองของมนุษย์สามารถเชื่อมโยงกับชื่อและรูปแบบการขายสินค้าของคุณ พร้อมทำให้จดจำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นการซื้อโดเมนเนมให้ถูกใจและเหมาะสมนั้น คุณสามารถซื้อผ่านบริษัท ทำ seoได้ เพื่อให้คุณได้รับความสะดวกและได้ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการอย่างง่ายดาย

2.การเลือกดีไซน์เว็บไซต์

การเลือกดีไซน์ของเว็บไซต์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญเช่นกัน ไม่ควรเลือกดีไซน์ที่ตัวหนังสือเล็กและใส่เนื้อหาที่หน้าเว็บแน่นเกินไป แม้แต่สื่ออย่างรูปหรือวีดีโอและคลิปต่างๆ ก็ไม่ควรใส่จำนวนมากเกินไปเช่นกัน เพราะจะทำให้ผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกถึงความอึดอัด อ่านยาก บางครั้งการใส่รูปภาพหรือคลิปมากเกินไปจะทำให้หน้าเว็บไซต์หน่วง ดาวน์โหลดยากและเกิดอาการช้า การคลิกเข้ามารับชมของกลุ่มเป้าหมายบางคนอาจเกิดปัญหา ที่สำคัญคือไม่มีประโยชน์ในด้านการทำ SEO เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นคุณจึงควรเน้นดีไซน์ที่มีความเรียบง่ายแต่ดูเก๋และสามารถชี้ให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของธุรกิจคุณได้ดี มีรูปแบบน่าอ่าน มีเนื้อหาที่พร้อมจะดึงดูดให้ผู้คนคลิกเข้าสู่หัวข้อต่างๆ ที่สำคัญคือตัวเมนูควรจะเป็นแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไปและมีการจัดระเบียบของส่วนต่างๆ ในหน้าเว็บไซต์ให้สมดุลกัน

3.Contentภายในเว็บไซต์

เมื่อมาถึงส่วนสำคัญของการทำSEO คือ เรื่องของเนื้อหาภายในเว็บไซต์และตัว Contentจะต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด มีตัวอักษรขนาดพอดีสายตา Content มีคุณภาพ อ่านแล้วให้ประโยชน์ต่อตัวผู้ที่เข้ามารับชมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของข่าวสารบริษัทหรือแม้แต่รายละเอียดของตัวสินค้าควรเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไปและมี Keyword กระจายอยู่อย่างทั่วถึง มีภาพประกอบคลิปวิดีโอหรือวีดีโอโปรโมทที่เหมาะสมในทุกๆ หน้า ที่สำคัญคือควรมีการอัพเดทหน้าเว็บไซต์เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอยู่เสมออีกด้วย

4.ใช้แบล็คลิงค์(Back Link)ให้ถูกที่

เมื่อคุณเริ่มเขียนบทความภายในเว็บไซต์ คุณควรทำลิงค์เพื่อใส่เข้าไปในตัวคีย์เวิร์ดแทรกภายในเนื้อหาบทความ พร้อมทำ Back Link ให้ถูกต้อง โดยการใส่ลิงค์นั้นควรอยู่ภายในเว็บไซต์ด้วยกัน เป็นการลิงค์ที่นำไปสู่หน้าอื่นๆ เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาอ่านหรือเข้ามาดูเนื้อหาอยู่ภายในเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้น เมื่อ Google รับรู้ว่ามีคนเข้าอ่านหรือมีการใช้งานภายในอย่างต่อเนื่อง คุณย่อมเป็นที่สนใจและถ้าไม่จำเป็นอย่านำลิงค์ออกไปเว็บข้างนอก เพราะบทความและ Content ของคุณอาจโดนลอกไปใช้งานที่อื่นได้อย่างง่ายดาย

5.ใส่คีย์เวิร์ดให้สื่อ

สำหรับสื่อต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของคุณ ที่ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ คลิปวีดีโอ หรือวิดีโอโฆษณาโปรโมทต่างๆ ควรมีการใส่คีย์เวิร์ดเฉพาะของเว็บไซต์ภายในสื่อทั้งหมด เพื่อเป็นการทำ SEOภายใน Content และทำให้ Google ได้รู้จักเว็บไซต์ของคุณง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

6.อย่าลืมใส่ Tag

การติดTag ภายในบทความเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด เพราะTagจะต้องอยู่ภายในโค้ดที่จะทำให้ SEO On-page  มีคุณภาพมากขึ้น โดยTag นี้จะอยู่ภายในTitle ที่เป็นส่วนนำเข้าสู่เนื้อหาภายในเว็บไซต์ จึงควรจะต้องเขียนให้น่าสนใจ สามารถดึงดูดสายตาของผู้อ่านได้ทันที ทำให้รู้สึกอยากเข้ามาดูหรือเข้ามารับชมสินค้า ซึ่งภายในส่วนนี้จะต้องมีการใส่ Keyword อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน ส่วนของ Descriptionเป็นส่วนของการอธิบายตัวเว็บไซต์, อธิบายตัวสินค้าหรือบริการ และเป็นเนื้อหาของบทความภายในเว็บไซต์ที่แม้จะไม่มีผลโดยตรง แต่การเขียนรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาภายในควรจะต้องเชื่อมโยงกับการค้นหา และดึงคนให้เข้ามาอ่านบทความภายในเว็บไซต์ได้มากที่สุด ส่วนสุดท้ายคือ คีย์เวิร์ดที่ถือว่าเป็นตัวสำคัญในการนำSearch engine เข้ามาสนใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์และบทความของคุณมากขึ้น ซึ่งภายใน 1 หน้าเว็บไซตค์ไม่ควรใส่ Keyword เกินกว่า 10 คำ หรือภายใน 1 บทความควรใส่ Keyword เพียงแค่ 1-3 เปอร์เซ็นต์จากความยาวของบทความเท่านั้น

ถ้าคุณ ต้องการทำ SEO On-page  ให้มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการของGoogle คุณสามารถนำทั้ง 6 ข้อนี้ไปประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ หรือถ้าคุณต้องการให้ง่ายกว่านั้นคุณสามารถเลือกใช้บริการบริษัท ทำ seoที่มีประสบการณ์และมีผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำSEO On-Page โดยเฉพาะ เพื่อทำให้คุณได้งานคุณภาพและสามารถนำเว็บไซต์มาใช้งานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเหนื่อยทำเอง ดังนั้นคุณควรมองหาบริษัท ทำ seo ที่มีประสบการณ์สูงและสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณไปติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย  โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.minimicegroup.comและ www.facebook.com/minimicegroup/

4 ทริค เลือกเอเจนซี่ รับทำ SEO ยังไง ให้เว็บปัง ดังไม่หยุด!

ปัจจุบันวงการทำการตลาดออนไลน์ก้าวไกลไร้พรหมแดนกันไปมากด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และยุคนี้ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นยุคทองแห่งการทำดิจิตัลออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ถูกยึดติดเพียงแค่การโปรโมทแบรนด์สินค้าผ่านทางสื่อหลัก (Mass media) เท่านั้น แต่กลับใช้ทุกสื่อแบบ (Multimedia) หลากช่องทางกันอย่างเต็มที่ในตลาดการแข่งขันกันเลยทีเดียว และการใช้ SEO เข้ามาโปรโมตแบรนด์สินค้า ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าสื่ออื่น ๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ว่าทำไมเราถึงเห็นหลายเอเจนซี่รับทำ SEO กันเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด

4 ทริคช่วยเลือกเอเจนซี่ รับทำ SEO?

1. เลือกเอเจนซี่รับทำ SEO จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

ผลงานที่ผ่านมาของเอเจนซี่แต่ละที่นั้นสามารถเป็นตัวช่วยการันตีได้ดีว่า เอเจนซี่เจ้านั้นมีความชำนาญ ประสบการณ์และทีมงานที่เจ๋งแค่ไหน แม้ว่าจะเป็นเอเจนซี่เจ้าเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ให้ดูที่ผลงานก่อน บางรายมีลูกค้าเป็นแบรนด์เล็กแต่เมื่อทำSEOกับเอเจนซี่นี้แล้ว ทำให้แบรนด์สินค้าเติบโตอย่างรวดเร็วก็มี อาจแสดงได้ว่าเอเจนซี่นี้มีของก็ได้ และยิ่งมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายก็ยิ่งทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเอเจนซี่มีความชำนาญด้านการทำSEOอยู่ไม่น้อยเลย

2. เลือกเอเจนซี่รับทำ SEO จากบริการและการดูแล

การบริการหรือดูแลจากเอเจนซี่แต่ละเจ้าเป็นอีกสิ่งที่สำคัญและสามารถบ่งบอกได้ว่าเอเจนซี่เจ้านั้นใส่ใจต่องานที่เขาทำมากน้อยแค่ไหน การดูแลตลอดการให้บริการและหลังการให้บริการ จะทำให้งานของคุณง่ายขึ้น และถูกแก้ไขได้ทันท่วงทีเมื่อประสบกับปัญหาที่เข้ามา

3. เลือกเอเจนซี่รับทำ SEO จากการทำงานแบบ Team work

การทำSEOแม้ว่าผลลัพธ์จะปรากฏให้คุณได้เห็น ก็ต่อเมื่อออกสู่สายตาของผู้คน แต่เบื้องหลังของความสำเร็จเหล่านั้นเกิดจากทีมงานหลายฝ่ายของเอเจนซี่ ที่ต้องระดมทีมช่วยกันจากหลายฝ่ายที่ต้องทำงานร่วมกัน เพราะการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของการใช้คีย์เวิร์ด การมี Content ที่ดี การมีทีม Google Ads ทีมวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ รวมถึงทีม SEO หลัก ๆ ด้วยแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยผลักดันแบรนด์ให้ติดอันดับทั้งสิ้น การทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างราบรื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยทำให้แบรนด์ลูกค้าก้าวสู่การเป็นอันดับต้น ๆ ของหน้า Google โดยการใช้ SEO

4. เลือกเอเจนซี่รับทำ SEO จากการเป็น Google Partner

การเป็น Google Partner เป็นสิ่งที่สามารถการันตีได้ว่าเอเจนซี่นั้นได้ผ่านการทดสอบจากทาง Google มาเรียบร้อยแล้ว เพราะกว่าจะผ่านมาได้ต้องผ่านทั้งระบบการสอบและอบรมจากทาง Google ก่อน ซึ่ง Google Partner เป็นโครงการหนึ่งสำหรับเอเจนซี่โฆษณา ผู้เชี่ยวชาญในฐานะที่ปรึกษาด้านการตลอดออนไลน์รวมถึงมีความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดีและที่สำคัญเอเจนซี่นั้นจะสามารถติดต่อกับทาง Google ได้โตยตรง เมื่อมีปัญหาหรือต้องการการดูแล คุณจึงสามารถเลือกเอเจนซี่รับทำ SEO จากตรงนี้ได้ด้วย

หลักการเลือกเอเจนซี่สักเจ้าที่จะมาช่วยทำ SEO ให้กับแบรนด์สินค้านั้น แม้จะมีหลักคร่าวๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ก็ไม่มีกฎตายตัวที่จะทำให้คุณสามารถมั่นใจได้แน่นอนว่า เอเจนซี่ที่คุณเลือกนั้นจะสามารถนำพาแบรนด์ของคุณติดอันดับและประสบความสำเร็จ แต่คุณสมบัติที่กล่าวมา ถ้าเอเจนซี่เจ้าไหนมีตามเกณฑ์ก็ถือว่าเอเจนซี่เจ้านั้นเป็นอันดับต้นๆ ของตัวเลือกที่ดีเลยก็ว่าได้

4 วิธีใช้ Google Analytics เพื่อนำไปปรับปรุง SEO ให้ดียิ่งขึ้น!

หลายคนคงคุ้นเคยกับ Google Analytics Tool เครื่องมือสำคัญสำหรับการวิเคราะห์เว็บไซต์ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่แน่ใจกับการใช้ Google Analytics เพื่อนำมาปรับปรุง SEO ให้ดียิ่งขึ้น ในบทความนี้เราจึงจะมาแชร์ 4 วิธีสำหรับการใช้ Google Analytics เพื่อหา Insight ที่ลึกขึ้นสำหรับพัฒนา SEO โดยเฉพาะ!

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ Google Analytics กันสักเล็กน้อย Google Analytics  คือ เครื่องมือสำคัญสำหรับการวิเคราะห์เว็บไซต์ ที่ทำการเก็บข้อมูลของผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์เรา ทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งการทำการตลาด การปรับเปลี่ยนรูปแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายขึ้น และการซื้อโฆษณา โดยเครื่องมือนี้สามารถดูพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเว็บไซต์ผ่านช่องทางใดมากที่สุด (Desktop, Mobile หรือ Tablet) และเข้ามาจากช่องทางไหน (Facebook, Google Search, Instagram) ใช้เวลาอยู่ในแต่ละหน้าเป็นเวลานานเท่าไหร่ โปรโมชั่นไหนที่ดึงดูดลูกค้าได้ดี ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุนโฆษณาว่าควรนำไปใช้กับช่องทางไหนถึงคุ้มค่ามากที่สุด

4 วิธีการใช้ Google Analytics เพื่อปรับปรุง SEO

1. พยายามทำให้เนื้อหาในเว็บไซต์สดใหม่

สิ่งสำคัญที่เราควรคำนึงเสมอคือ Page หรือเว็บไซต์ของเราไม่สามารถจะอยู่ติดอันดับต้น ๆ ใน Google Search ตลอดไปได้ ฉะนั้นให้เราลองมาใช้ Google Analytics ในการกลับไปดูคอนเทนต์ของเราว่าคอนเทนต์ใดสมควรที่จะนำกลับมา Republishing อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิด Traffic ที่ต่อเนื่องเข้ามาในเว็บไซต์ เหตุผลที่เราใช้ Google Analytics ในการตัดสินใจเพราะเครื่องมือนี้จะสามารถดูข้อมูลในรูปแบบ Conversion ได้หรือการที่ User มี Action อะไรบางอย่างหลังจากที่ได้อ่านคอนเทนต์ในเว็บไซต์ของเรา ให้คุณเริ่มดูได้จากการเข้าไปที่ Acquisition > Search Console > Landing Pages และเลือกเปรียบเทียบคอนเทนต์ในระยะเวลา 3 หรือ 6 เดือนตามแต่ที่คุณต้องการ

หลังจากนั้นให้เราลองสังเกตดูว่ามีอะไรผิดปกติ หรือมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นบ้าง คุณอาจจะลองคิดว่าสาเหตุที่อันดับของ Page ตกลงมา อาจจะเป็นเพราะเนื้อหาไม่ได้รับการอัพเดทหรือไม่ หรืออาจจะลองมองให้ลึกลงไปว่า Traffic ที่คนเข้าจากสมาร์ทโฟนตกลงไปมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะปัญหาของ UX ในเวอร์ชั่นสมาร์ทโฟนที่อาจจะใช้งานยาก ซึ่งการสังเกตนี้จะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

2. หาหน้าในเว็บไซต์ของเราที่มี Conversion สูง เพื่อปรับปรุง SEO

เป้าหมายของการทำ SEO คือ ความพยายามในการทำให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้น ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่อาศัยการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ และการเลือกใช้ Keyword ดังนั้นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับที่ดี คือ การเลือกปรับปรุงหน้า Page ที่เกิด Action สูงที่สุด โดยเริ่มต้นได้ดังนี้ ให้เข้าไปที่ Acquisition > Search Console > Landing Pages เมื่อเข้าไปแล้วก็จะเจอกับหน้าตามรูปด้านล่าง

หลังจากนั้นให้ดู Rank Keywords ใน Google Search Console นำไปลองค้นหาใน Google Search และเมื่อเจอเว็บไซต์ที่ขึ้นอันดับต้น ๆ ให้ Copy URLs ของแต่ละอันไปตรวจสอบใน Ahrefs’ Free Backlink Checker จากนั้นก็ทำการวิเคราะห์ดูว่าเว็บไซต์ของเรามีช่องโหว่ให้ต้องปรับปรุงตรงส่วนไหนบ้าง

3. ปรับปรุงหน้า Landing Page

เมื่อคนเรามีความต้องการใดต้องการหนึ่ง อย่างเช่น ต้องการที่จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะเริ่มทำการค้นหาใน Google และคงจะไม่เข้าไปดูเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย และเริ่มทำการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นในทันที แต่กลับเลือกที่จะเข้าไปดูหลาย ๆ เว็บไซต์เปรียบเทียบกัน หรือไม่ก็เข้าไปดูวิดีโอใน YouTube ประกอบการตัดสินใจไปด้วย ยิ่งสินค้าที่มีราคาสูง ผู้คนก็จะใช้เวลาในการตัดสินใจที่นานขึ้น ฉะนั้นนักการตลาดออนไลน์กับการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ Keyword Research มีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะส่งผลไปถึงการทำคอนเทนต์ได้อย่างมีคุณภาพ และทำให้ผู้คนที่ค้นหาสินค้ามีโอกาสเจอเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น มาถึงการใช้เครื่องมือ Google Analytics ที่จะให้ความสำคัญกับหน้าสุดท้ายที่ผู้ใช้งานเลือกเข้าชมเป็นอย่างมาก ให้เราเลือกดู Page ที่ผู้คนกดเข้าไปใช้งานแบบ Organic เพื่อที่จะนำไปพัฒนาให้ดีขึ้นได้โดยเข้าไปที่ Conversions > Multi-Channel Funnels > Assisted Conversions จากนั้นด้านล่างของรีพอร์ตจะมีให้เลือก “Organic Search”

พอกดตามที่เรากล่าวมาก็จะเจอรายการของ Landing Page ที่เรียงไปตามจำนวน Organic Conversion ทีนี้เราก็จะได้รู้ว่าหน้าไหนของเว็บไซต์ที่ควรจะต้องพัฒนาอยู่เสมอ เพราะมีโอกาสที่คนจะคลิกเข้ามาดูสูง และก่อให้เกิดการซื้อ-ขายต่อไป

4. ตั้งรายงานแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีการเข้าชมเว็บที่ลดลง และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เราจะไม่สามารถปรับปรุง SEO  บนเว็บไซต์ของเราให้ดีขึ้นได้เลยถ้าไม่มีการคอยตรวจเช็คปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้นเรามาตั้งรายงานแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ กัน เช่นเมื่อมียอดการเข้าชมเว็บไซต์ที่ตกลง หรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถตั้งค่าได้ดังนี้  Admin > View Setting > Custom Alerts > Create a new alert

ตรงการตั้งค่าเราสามารถเลือกแจ้งเตือนปัญหาต่าง ๆ ตามที่คุณต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเกิด Bounce Rate ที่สูงมาก ๆ หรือการใช้เข้าชมเว็บไซต์ที่ตกลง ซึ่งเครื่องมือนี้จะเป็นเหมือนตัวกระตุ้นให้เราคอยพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการนำเครื่องมือ Google Analytics มาช่วยพัฒนาให้การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยังมีอีกหลายเทคนิคที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพของการทำ SEO ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เราอยากให้ทุกคนได้จากบทความนี้ คือความสำคัญของการคอยสังเกตชุดข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับมีการคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด หากใครสนใจทำการตลาดออนไลน์ในรูปแบบ SEO โดยทีมงานมืออาชีพ ที่พร้อมวางกลยุทธ์ให้อย่างรอบด้าน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้เลยที่ https://minimicegroup.com

4 ขั้นตอนเร่ง PageSpeed เพื่อให้ติอันดับ Google Search!

ค่าความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ หรือที่เรียกกันว่า PageSpeed เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของการทำ SEO ให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google Search เพราะเป็นสิ่งที่ Google ใช้พิจารณาในการให้คะแนนว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพที่ดีหรือไม่ ให้ลองนึกภาพว่าเราเปิดเว็บไซต์หนึ่ง และเว็บไซต์นั้นใช้เวลาโหลดนานพอสมควร เราคงอยากจะกดออกไปใช้บริการเว็บไซต์อื่นดีกว่า ถึงกับมีงานวิจัยพบว่าผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ หากกดเข้าไปในเว็บไซต์หนึ่งและต้องใช้เวลาดาวน์โหลดนานกว่า 3 วินาที หนึ่งในสี่ของผู้ใช้งานจะกดออกทันที นี่จึงเป็นสาเหตุที่การทำให้หน้าเว็บไซต์ใช้เวลาโหลดได้อย่างรวดเร็วมีผลต่อประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานของ User ที่จะส่งผลถึงอันดับ Ranking ที่ดีในการทำ SEO ต่อไป

วิธีเพิ่ม PageSpeed ทำได้ดังนี้

1. การปรับขนาดรูปภาพ และวีดิโอให้เหมาะสม

หนึ่งในวิธีในการเร่งสปีดเว็บไซต์ของคุณที่ง่ายที่สุดคือ การย่อขนาดของไฟล์รูปภาพ และวีดิโอ หากคอนเทนต์ ของคุณมีขนาดไฟล์ที่ใหญ่จนเกินไป จะทำให้ผู้ใช้งานทำการโหลดหน้าเว็บไซต์นั้นนานขึ้น และจะก่อให้เกิดอัตรา Bounce Rate ที่สูงขึ้นไปด้วย โดยสกุลไฟล์ที่เป็น PNG จะเหมาะกับภาพ Graphics ต่าง ๆ ส่วน JPEG จะเหมาะกับภาพที่เป็นรูปถ่าย และเรามีอีกหนึ่งวิธีคือการใช้เครื่องมือ CSS Sprite หากเว็บไซต์ของคุณมีรูปจำนวนมาก เครื่องมือนี้จะทำการรวมรูปหลาย ๆ รูปอย่างพวก รูป  Icons ต่าง ๆ มาไว้เป็นรูปใหญ่รูปเดียว เพื่อลดจำนวน HTTP Requests และทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น

2. ใช้เครื่องมือคอยตรวจสอบ

คุณสามารถตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์ได้ฟรีที่ PageSpeed Insights Tool โดยสามารถใส่ Link URL เว็บไซต์นั้น ๆ ลงไปได้เลย หลังจากที่เลือก Submit ไป เราก็จะได้ลิสต์รายการออกมา ว่าส่วนไหนของเว็บไซต์ที่ส่งผลเสียต่อความเร็วในการโหลดบ้าง เมื่อเห็นลิสต์ของรายการที่เราต้องแก้ไข ก็ให้เริ่มแก้ไปทีละรายการ เรายังสามารถใส่ Link ของเว็บไซต์คู่แข่งเข้าไปเพื่อตรวจสอบและทำการเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาให้เว็บไซต์ของเรามี User Experience ที่ดีขึ้น เช่นคุณเห็นว่าเว็บไซต์ของคู่แข่งสามารถทำการโหลดภาพได้รวดเร็วกว่า ทีนี้คุณก็จะรู้แล้วว่าต้องไปปรับปรุงตรงไหนก่อน โดยเราแนะนำให้คุณทำการแก้ไขและเช็คใน Google PageSpeed Insights Tool สัก 3 รอบเป็นอย่างต่ำ เพื่อการติดอันดับ SEO ที่ยั่งยืน

3. ทำ Leverage Browser Caching เร่งความเร็วให้กับเว็บไซต์

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจคำว่า Cache กันสักเล็กน้อย Cache คือตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้รวดเร็วมากขึ้น แต่เมื่อเรามี Cache สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลให้ Browser ทำงานช้าลงจึงต้องมีการ Clear Cache เพื่อให้การใช้งานกลับมารวดเร็วเหมือนเดิม ตัวเจ้าของเว็บไซต์เองสามารถกำหนดตั้งค่า Leverage Browser Caching เพื่อกำหนดวันหมดอายุ Cache อย่างเช่นพวก Stylesheets, Images, Javascript Files และอื่น ๆ โดยคุณสามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้หมดอายุภายใน 1 เดือนแล้วแต่คุณต้องการ ประโยชน์ของ Cache คือทำให้ User สามารถเข้ามาใช้งานเว็บไซต์คุณโดยไม่ต้องมีการโหลด Cache ที่ถูกเปิดบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ และต้องรอให้เสียเวลา ทำให้ใช้งานในเว็บไซต์คุณได้รวดเร็วขึ้น จนกว่าคุณจะมีอัพเดท Cache ใหม่เข้ามา

4. พยายาม Redirect ไปยังเว็บไซต์อื่นในปริมาณที่พอดี

การที่เว็บไซต์ของคุณมีการ Link URL ไปที่เว็บไซต์อื่นเยอะ ๆ จะส่งผลทำให้ผู้ใช้งานต้องทำการโหลดหน้าเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมา และใช้เวลาในการดาวน์โหลดนานขึ้น ตัวอย่างเช่น หากรูปแบบการเปลี่ยนเส้นทางบนสมาร์ทโฟนของคุณมีลักษณะดังนี้ example.com > www.example.com > m.example.com > m.example.com/home ซึ่งเป็นการ Link เส้นทางที่ซับซ้อนจนเกินไป และจะทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณทำงานได้ช้าลง แนวทางป้องกันปัญหานี้คือพยายามอย่า Connect ไปยัง Domain อื่น ๆ เยอะจนเกินไป แต่ถ้าหากมีความจำเป็นจริง ๆ ก็ให้เราควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่พอดี

จากเทคนิคข้างต้นในการทำ PageSpeed เราขอสรุปสั้น ๆ ว่าความเร็วในการใช้งานเว็บไซต์มีผลต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ยิ่ง User ได้ใช้งานเว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดช้าก็จะยิ่งส่งผลลบต่อเว็บไซต์นั้น และถ้าเกิดเป็นเว็บไซต์ E-Commerce ก็จะส่งผลกระทบไปถึงเรื่องของยอดขายได้เลย นอกจากนั้นการทำ PageSpeed เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำ SEO เท่านั้น เพราะการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยปัจจัยของการทำงานอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Sitemaps (การแผนที่เว็บไซต์), การทำ Link Building ต่าง ๆ และหากคุณมองหาทีมงาน SEO มืออาชีพเพื่อมา Optimize เว็บไซต์ของคุณให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดสามารถเข้ามาปรึกษาเราได้เลยที่ https://minimicegroup.com

SEO คืออะไร ทำไมเจ้าของเว็บไซต์ถึงต้องทำ SEO?

หากคุณเป็นหนึ่งในเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริการและสินค้าให้ลูกค้าได้เลือกสรร แล้วถ้าธุรกิจของคุณมีหน้าเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่ยังไม่ได้ทำ SEO ในเว็บไซต์ หรือแทบจะไม่เคยรู้จักคำว่า SEO คืออะไร เลย วันนี้เราจะมาอธิบายว่า SEO คืออะไร แล้วทำไมเจ้าของธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองถึงต้องทำ SEO ด้วย วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณแล้ว

SEO คืออะไร แล้ว SEO ต้องทำอะไรบ้าง?

SEO (Search Engine Optimization) คือการทำเว็บไซต์ให้ติดอยู่อันดับแรกๆของหน้าค้นหา ยิ่งถ้าคุณทำ SEO อย่างถูกต้องและดูเป็นธรรมชาติ Search Engine จะทำการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณให้ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ดังนั้นยิ่งเว็บไซต์ของคุณอยู่อันดับต้นๆเมื่อไหร่ ลูกค้าจะรู้จักธุรกิจของคุณมากขึ้น มี Traffice เข้าเว็บไซต์ของคุณตลอดเวลา โอกาสที่คุณจะทำกำไรให้กับธุรกิจของคุณก็มีมากขึ้นเท่านั้น

ตามหลักการและหลักปฏิบัติ การทำ SEO จะเริ่มต้นจากการเลือก Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณก่อน โดยจะใช้โปรแกรม Keyword Planner ในการค้นหา Keyword ที่คนมักค้นหา และนำ Keyword เหล่านี้ไปทำ SEO นั่นเอง แต่การทำ SEO ไม่ได้จบอยู่แค่นี้แน่นอน ซึ่งเราจะขอยกหลักการทำ SEO มา 2 แบบใหญ่ๆ ที่ทั่วโลกต่างใช้กันนั่นก็คือ

1.      SEO OnPage

เป็นการทำ SEO ด้วยการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของคุณให้มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยในการจัดอันดับของเว็บไซต์ โดยพื้นฐานในการทำ On Page ได้แก่ เนื้อหาภายในเว็บไซต์ หัวเรื่องของเว็บไซต์ (Title) คำอธิบายเว็บไซต์ (Description) การเชื่อมโยงลิงก์ภายในเว็บไซต์ และอื่นๆ ซึ่งเราจะทำการปรับแต่งภายในเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเว็บไซต์ และทำให้เว็บไซต์ออกมาเป็นรูปแบบทิศทางเดียวกัน

2.      SEO OffPage

ทีนี้ในส่วนของ Off Page จะเป็นการทำ SEO จากภายนอกเว็บไซต์ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการโปรโมตเว็บไซต์ตัวเองบนเว็บไซต์อื่น ด้วยวิธีการทำ Link (Link Building) จากเว็บอื่นๆ โดยเราจะทำการแนบลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ตัวเอง (Backlink) ทั้งนี้การทำ Off Page จะมีทั้งที่ถูกและผิด อาจต้องใช้เทคนิคในการทำในส่วนนี้สักนิดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หลักการทำ SEO ยังมีส่วนอื่นๆ อีก แต่โดยหลักแล้วการทำ SEO ก็จะแบ่งเป็น 2 หลักที่กล่าวไป ถ้าหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจและยังมองภาพ SEO ไม่ชัดว่าทำแล้วธุรกิจคุณจะได้อะไร เราเตรียมเหตุผลที่เจ้าของธุรกิจต้องทำ SEO มาฝาก

4 เหตุผลที่คุณควรทำ SEO ให้กับเว็บไซต์คุณ

ในเมื่อเราพอจะรู้แล้วว่า SEO คืออะไร แต่สำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจหรือเห็นภาพการทำ SEO ละก็ วันนี้เราเตรียมเหตุผลในการทำ SEO มาฝากทั้งหมด 4 เหตุผลด้วยกัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • ให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้นๆ

การทำให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้นๆของการค้นหา จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะรู้จักธุรกิจของคุณมากขึ้น แถมยังเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเลือกใช้บริการธุรกิจคุณ หรือเลือกซื้อสินค้าจากธุรกิจของคุณ ดังนั้นการทำ SEO จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ ให้ Search Engine ทำการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ยิ่งถ้าคุณทำ SEO อย่างถูกต้องไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ทำ SEO ให้ธรรมชาติมากที่สุด อันดับเว็บไซต์ของคุณก็อยู่ในตำแหน่งที่ดี

  • ประหยัดค่าทำ SEM

อย่างที่เรารู้จักดีว่า SEM ก็คือการทำให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณอยู่อันดับแรกของการค้นหา แต่การอยู่ในอันดับแรกนี้จะต้องเสียค่าโฆษณาให้กับ Google ตลอด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเลิกจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google อันดับคุณก็จะตกลงมา ดังนั้นหากเว็บไซต์ของคุณทำ SEO จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ให้อยู่ในอันดับแรกๆแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าโฆษณาอีกด้วย

  • สร้างความน่าเชื่อให้กับเว็บไซต์

การที่เว็บไซต์ธุรกิจของคุณอยู่อันดับแรกๆ ของการค้นหา นอกจากจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จัก ลูกค้าเข้าถึงเว็บไซต์ธุรกิจคุณมากขึ้น ในสายตาของ Search Engine ยังมองว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีลูกค้าเข้าธุรกิจคุณอยู่สม่ำเสมอ

  • จัดโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นระบบ

SEO ยังมีส่วนเข้ามาช่วยวางผังโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นระบบ ซึ่งการวางผังโครงสร้างจะช่วยให้ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณได้ง่าย และทำการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณให้อยู่ตำแหน่งที่ดี และการวางผังนี้ส่งผลในระยะยาวและมีความยั่งยืน เหมือนกับประโยคที่ว่า บ้านจะแข็งแรงได้ ขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้างที่แข็งแรงก่อน เช่นเดียวกับ การจะทำธุรกิจบนเว็บไซต์ให้แข็งแรง ก็ต้องทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพก่อน

มาถึงตรงนี้หลายคนคงพอจะไขข้อสงสัยว่า SEO คืออะไร ทำอย่างไร แล้วทำไมถึงต้องทำ SEO ไปแล้ว แต่ข้อมูลส่วนนี้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น หากคุณต้องการทราบข้อมูล รายละเอียดการทำ SEO เพิ่มเติมสามารถติดต่อมาถามเราได้ทุกเมื่อ

Sitemap คืออะไร? ยังมีความจำเป็นกับ SEO อยู่ไหมในปี 2020

สำหรับนักออกแบบเว็บไซต์มืออาชีพคงรู้จักกับ Sitemap หรือแผนที่เว็บไซต์ กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับนักการตลาดออนไลน์ที่ทำ SEO (Search Engine Optimization) หรือวิธีการที่ทำให้คนเห็นเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ ใน Search Engine และทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งาน กลับมีคำถามตั้งขึ้นมาว่าการทำ Sitemap หรือแผนที่เว็บไซต์ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนกับการทำ SEO ในปัจจุบันเพราะการทำ Sitemap เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และปัจจุบันก็มี Tools มากมายให้เราได้เลือกใช้ ในบทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบกันว่าปัจจุบัน Sitemap กับการทำ SEO มีความจำเป็นหรือไม่? และจะปรับวิธีทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างไร? มาตามอ่านกันได้เลย

Sitemap คือ? ทำความรู้จักกับ Sitemap

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ Sitemap กันก่อน  Sitemap คือแผนที่เว็บไซต์ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสารบัญหนังสือที่จะช่วยอธิบายถึงโครงสร้างทั้งหมดบนเว็บไซต์ ช่วยให้นักพัฒนาเว็บไซต์ได้เห็นโครงสร้างทั้งหมดของเว็บ เพราะเป็นที่ที่รวบรวม URLs ทั้งหมดของเว็บไซต์ไว้ที่เดียวกันทำให้เห็นการเชื่อมโยงของ Link ต่าง ๆ และง่ายต่อการพัฒนาปรับปรุงต่อไป

ประเภทของ Sitemap

Sitemap ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกันคือ

  1. HTML Sitemap
  2. XML Sitemap

HTML Sitemap จะเป็นการแสดง Link เมนูต่าง ๆ บนเว็บไซต์ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานเว็บไซต์นั้นได้สะดวกสบาย และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย หรือทำความเข้าใจง่าย ๆ คือ เจ้า HTML Sitemap จะเป็นประโยชน์ต่อฝั่ง User ที่เวลาทำการค้นหาข้อมูล เราก็จะเปิด Link หน้าต่าง ๆ ขึ้น และกดต่อกันไปเรื่อย ๆ จนหมดหน้าที่ให้ค้นหา ตัวอย่างหน้าตา HTML Sitemap ที่ดีจะเป็นแบบใน Shop Disney เลย ที่มีการแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าทุกอย่างให้ผู้ใช้งานค้นหาได้อย่างง่ายดาย

Sitemap รูปแบบต่อไปคือ XML Sitemap  ซึ่งย่อมาจาก Extensible Markup Language จะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับการกำหนดรูปแบบของคำสั่งต่าง ๆ บนเว็บไซต์ ที่จะแสดงผลออกมาในรูปแบบ HTML จุดมุ่งหมายของการทำ XML คือเพื่อความสะดวกของการป้อนข้อมูลลักษณะ Text ลงบนคอมพิวเตอร์โดยเปรียบเสมือนเป็นภาษากลางสำหรับใช้งานบน Internet ทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถทำงานกับทาง Web Service ได้ง่ายขึ้น และสามารถสร้างหน้าตาของเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นให้ตอบสนองการใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้ใช้งานซึ่งจะแสดงผลออกมาในรูปแบบ HTML Sitemap

ต่อไปมาถึงคำถามที่ว่า แล้ว  Sitemap มีความจำเป็นกับการทำ SEO อยู่ไหม?

จากที่อ่านมาข้างต้นจะเห็นว่า Sitemap ช่วยให้ผู้ใช้งานได้เข้าใจโครงสร้างต่าง ๆ บนเว็บไซต์ ทำให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น ทั้งยังทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของเว็บไซต์ เห็น Link ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อง่ายต่อการพัฒนา และประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำ SEO คือ Bot ของ Search Engine จะสามารถทำการเก็บข้อมูล และประมวลผลได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็วขึ้น

1. หากคุณมีเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่

ถ้าหากคุณจำเป็นต้องรับผิดชอบเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่อย่างเช่น พวกช่องทาง Ecommerce ต่าง ๆ หรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเป็นจำนวนมาก เช่น เว็บไซต์ของสำนักข่าว Sitemap จะมีความจำเป็นกับเว็บไซต์เหล่านี้ เพราะนั่นหมายความว่าเว็บไซต์ขนาดใหญ่ย่อมมีการอัพเดทยิบย่อยอยู่เรื่อย ๆ มีการโพสสินค้าใหม่ ๆ และลบสินค้าเก่าออก ฉะนั้นการติดตั้ง XML Sitemap จะช่วยให้ Bot ได้รับการอัปเดตว่ามีหน้าไหนที่เราให้ความสำคัญบ้าง มีอัปเดตอะไรเกิดขึ้นบ้าง และจะช่วยทำการ  Crawl และ Index ข้อมูลได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ทำงานในสาย SEO ก็จะรู้ดีอยู่แล้วว่า Google จะมีการจัดเก็บข้อมูลทุกเว็บไซต์ให้โดยอัติโนมัติอยู่แล้ว แต่ก็จะมีองค์ประกอบอื่น ๆ ประกอบการพิจารณาว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพหรือไม่ สมควรให้ขึ้นอันดับต้น ๆ ของ Search Engine หรือไม่ หนึ่งในองค์ประกอบนั้นคือคุณภาพของ Link ในเว็บไซต์ของคุณ

Internal Link คือ Link ข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์ของเรา การทำ Internal Linking Strategy มีความสำคัญมาก เพราะการที่เว็บไซต์เรามีเนื้อหาเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปจะทำให้ Bot สามารถ Crawl ได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นการขาดการทำ Internal Linking Structure ที่ดี จะส่งผลกระทบต่อการทำ SEO แม้ว่าใน Google Search จะสามารถค้นหาเว็บไซต์เราได้โดยอัติโนมัติ แต่ถ้าหากเนื้อหาในเว็บไซต์ของเราไม่มีความเชื่อมโยงกัน มีเนื้อหาซ้ำ ๆ กันบ่อย ๆ ก็จะทำให้ Bot ตัดสินว่าเว็บไซต์ของเราไม่มีความสำคัญก็ได้

ตัวอย่างของการทำ Internal Link คือ การที่เราฝัง Link ลงไปในข้อความหนึ่ง ซึ่งข้อความนั้นมีความเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่เรากล่าวถึงอยู่ เช่น การสร้าง Traffic ให้กับเว็บไซต์มีหลากหลายเทคนิคให้ได้ทำกันไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Keyword ให้มีคุณภาพ หรือ การทำ Sitemap  และที่สำคัญเลยคือการวางแผนทำ Internal Linking Structure ที่ดี

การทำ Internal Link Structure ที่ดี เช่น การใส่ Internal Link บทความ Internal Linking Structure

เมื่อเราวาง Structure ที่ดีให้กับเว็บไซต์แล้วทีนี้ Google Crawler ก็จะทำงานกับเว็บไซต์เราได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สรุป

แผนที่เว็บไซต์ Sitemap ยังมีความสำคัญต่อการทำเว็บไซต์ที่มีข้อมูลจำนวนมาก และเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ Ecommerce แต่สิ่งสำคัญที่เหนือกว่าการทำ Sitemap เลยคือ การวางแผนทำ Internal Linking Structure ที่ดีให้กับเว็บไซต์ ถ้าหากคุณสนใจให้เราวางแผน จัดระเบียบเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจของคุณ ให้ลองมาปรึกษากับทีมงาน SEO มืออาชีพได้เลยที่ https://minimicegroup.com